แม่ค้าสุดทนขโมยลักสินค้ากว่า 20 ครั้ง น้อยใจวงจรปิดแจ้งความ เจ้าหน้าที่ไม่สน

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.59 นางแจ่มจันทร์ เวสะมุลา อายุ 63 ปี เจ้าของร้านขายของชำชื่อร้าน “ฉัตรเงิน” ในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ กำลังประสบปัญหาเดือดร้อนหนัก หลังถูกคนร้ายเป็นหญิงจำนวน 3 คน อายุราว 30 – 40 ปี  หมุนเวียนกันเข้ามาก่อเหตุลักขโมยสิ่งของโดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ ภายในร้านช่วงที่เผลอหรือกำลังยุ่งกับการขายของมากกว่า 20 ครั้ง รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกลักขโมยกว่า 300,000 บาท ถึงแม้ทางร้านจะนำหลักฐานภาพพฤติกรรมของคนร้ายขณะก่อเหตุ ที่กล้องวงจรปิดซึ่งทางร้านติดตั้งไว้บันทึกภาพได้ ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ซึ่งในภาพเห็นใบหน้าและพฤติกรรมชัดเจน แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ โดยภาพวงจรปิดจะเห็นคนร้ายสะพายเป้เดินวนเวียนภายในร้าน ทำทีคล้ายกับเลือกสินค้าเหมือนกับลูกค้าทั่วไป จากนั้นจะอาศัยจังหวะที่เจ้าของ หรือลูกน้องภายในร้ายกำลังยุ่งกับการขายของ ก็ฉกเอาเหล้า บุหรี่ ใส่กระเป๋าเป้แล้วเดินออกจากร้านไป ถึงแม้ทางร้านจะติดป้ายที่มีข้อความว่า “ขโมยของปรับ 100 เท่า” แต่คนร้ายก็ไม่ได้สะทกสะท้านหรือเกรงกลัวแต่อย่างใด  นางแจ่มจันทร์ เจ้าของร้าน บอกว่า ปกติร้านจะเปิดตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. ทุกวัน แต่ละวันจะมีลูกค้าทั้งขาประจำ และคนที่ไม่รู้จักมาเลือกซื้อสินค้าในร้านจำนวนมาก ทางร้นจึงได้เฝ้าระมัดระวังป้องกันการก่อเหตุขโมยของอย่างรอบคอบ ทั้งการวางสินค้าราคาแพงไว้ในที่ที่มองเห็นชัดเจน ตรวจนับก่อนวางโชว์ และติดกล้องวงจรปิดกระจายตามจุดต่างๆ ในร้าน จำนวน 14 ตัว ทั้งติดป้ายขโมยของปรับ 100 เท่า แต่คนร้ายก็ยังไม่เกรงกลัวและฉวยโอกาสช่วงที่คนในร้านเผลอ หรือยุ่งกับการขายของ  ลักขโมยเหล้า บุหรี่ ไปหลายครั้ง  จึงได้ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิด  ก็พบมีหญิงต้องสงสัยอยู่ 3 คน  เพราะจะหมุนเวียนกันเข้ามาเลือกของในร้าน บางครั้งมาคนเดียวบางครั้งก็มา 2 คน แต่ละครั้งจะสะพายกระเป๋ามาด้วย  แต่เมื่อหยิบสิ่งของไปแล้วก็หายไปในจุดลับตา  สักพักก็เดินหายออกจากร้านไปโดยที่ไม่ซื้อของแต่อย่างใด

นางแจ่มจันทร์  บอกอีกว่า  แต่ที่รู้สึกน้อยใจ คือเมื่อนำหลักฐานภาพวงจรปิดพฤติกรรมคนร้ายไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับได้รับคำตอบว่าให้จับคนร้ายเอง และพิจารณาปรับค่าเสียหายเองเลย ทั้งที่ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนแต่กลับได้รับคำตอบแบบนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยใช้ภาพวงจรปิดเป็นหลักฐานจับตัวผู้ลักขโมยของในร้านเองมาแล้ว 2 ราย และก็ปรับเงินค่าเสียหายตามจำนวนสินค้าที่เอาไป แต่ก็ไม่คิดจะมีคนร้ายมาก่อเหตุซ้ำอีกจากกรณีที่เกิดขึ้นทางร้านก็เตรียมติดกล้องวงจรปิดเพิ่มอีก 4 ตัว รวมเป็น 18 ตัว เพื่อใช้จับภาพพฤติกรรมคนร้าย ทั้งได้ปริ้นภาพใบหน้าผู้ก่อเหตุลักขโมยของที่ร้านจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกได้ แจกจ่ายให้กับลูกค้าที่มาซื้อของภายในร้าน ให้ช่วยแจ้งเบาะแสหากพบผู้ที่มีรูปพรรณในลักษณะดังกล่าว จึงอยากวิงวอนให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วด้วย พร้อมกันนี้ยังได้แจ้งเตือนร้านค้าต่างๆ ให้ระมัดระวังจะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มแก๊งลักขโมยดังกล่าวด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

การบีบนวดเป็นการกระตุ้นให้เกิดโรคเกาต์ได้จริงหรือ ?!

โรคเกาต์ คือ โรคที่ผู้ป่วยมีอาการข้ออักเสบ ทำให้เกิด อาการปวดข้อ ข้อบวม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนมากจะเกิด บริเวณข้อโคนนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า และยังสามารถเกิดกับข้ออื่นๆ ในร่างกายได้

การอักเสบของโรคเกาต์เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีระดับกรดยูริก ในเลือดสูง หรือสูงขึ้นอย่างทันที ทำให้กรดยูริกไปสะสมอยู่ในข้อ ผลึกของกรดยูริกที่อยู่ในข้อจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวในข้อเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการปล่อยสารบางอย่างออกมาทำให้เกิดการอักเสบดังนั้นข้ออักเสบที่เกิดขึ้นในโรคเกาต์ มักจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับกรดยูริกในเลือดและในข้ออย่างทันที โดยมีสาเหตุมาจากการรับประทานเหล้า เบียร์ หรืออาหารที่มีปริมาณกรดยูริกสูง หรือแม้แต่การลดกรดยูริกในเลือดด้วยการรับประทานยาลดกรดยูริกก็อาจทำให้โรคกำเริบได้116300320ตามปกติแล้วการบีบนวดธรรมดาไม่ได้ทำให้โรคเกาต์กำเริบ เพราะไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับกรดยูริกในเลือด เว้นแต่ถ้าการบีบนวดนั้นทำด้วยความรุนแรงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือการอักเสบบริเวณข้อ หรือการบีบนวดนั้นไปโดน บริเวณที่มีการสะสมของกรดยูริกใต้ผิวหนังเป็นก้อนที่เรียกว่า ก้อนโทฟัส (Tophus) อาจทำให้กรดยูริกเข้ามาในเลือด หรือเกิดสะสมทำให้เกิดการอักเสบในข้อ แต่กรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก

jghjhg_1371566523

เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน ควรหมั่นสังเกตสุขภาพของตนเอง ให้มาก หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่แน่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของเรา ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค เพื่อช่วยลดความกังวล และช่วยดูแลสุขภาพของเราให้ดีที่สุด ทุกครั้งที่คิดว่าร่างกายของเราผิดปกติอย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา>>>Thairath