“น้ำตาล” เปิดใจจะตั้งใจเรียนให้จบ เผยความสวยได้คุณแม่ลูกครึ่งสาวใต้ไทย-เยอรมัน

เมื่อเวลา10.30 น. วันที่ 9 ก.พ. น้ำตาล ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 เดินทางมาขอบคุณกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่นำเสนอข่าวการประกวดอย่างต่อเนื่อง โดยนำภาพถ่ายของตนเองในชุดประจำชาติสวยงามมามอบให้ พร้อมพูดคุยอย่างเป็นกันเองที่ ห้องรับแขกข่าวสด หลังเสร็จสิ้นการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2016 ไปกว่า 1 สัปดาห์น้ำตาล ชลิตา เปิดเผยว่า หลังจากกลับมาประเทศไทยชีวิตก็เปลี่ยนไปค่ะ มีคนรู้จักเรามากขึ้น รู้จักการใช้ชีวิต รู้จักการทำงานมากขึ้น ไปทำงานในที่ต่างๆ มีชาวไทยที่จำเราได้ก็เข้ามาชื่นชมว่า “เก่งมาก” เหมือนกับว่าเราเป็นฮีโร่ของเขา ก็รู้สึกขอบคุณมากค่ะๆ ตอนนี้ผ่านมา 9 วันแล้ว แต่ตาลยังไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ทุกวันจะตื่น 6 โมงเช้า นอนอีกครั้งประมาณตี 2 เพราะมีงานทุกวันค่ะ โดยคิวงานยาวไป 2 เดือนแล้ว เป็นความสนุกค่ะ แม้ว่างานหนักแต่ตาลก็ดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำให้มากค่ะ และกินอาหารให้มีพลังในการทำงาน และแบ่งเวลาออกกำลังกายด้วยค่ะน้ำตาล ชลิตา ได้เผยถึงเรื่องเรียนด้วยว่า กำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 จุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งตอนนี้ได้เบรกไว้ก่อนค่ะ เพื่อปฏิบัตภารกิจให้เสร็จสิ้นก่อนจะกลับไปเรียนอีกครั้ง โดยมีงานทั้งถ่ายแฟชั่น ถ่ายโฆษณา ซึ่งเป็นโอกาสของเรา และถือเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ ฝากติดตามด้วยนะค่ะ ส่วนเรื่องเรียนตั้งใจจะเรียนต่อให้จบ เพราะตาลอยากเอาใบปริญญามาให้กับครอบครัวค่ะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมามีแฟนนางงามชื่นชมถึงโครงหน้าที่สวยคมของน้องน้ำตาลจำนวนมาก รวมถึงคุณแม่ นางชุติกาญจน์ ส่วนเสน่ห์ ที่มีโครงหน้าที่สวยเช่นกัน โดยน้ำตาลเผยว่า คุณแม่เป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมันค่ะ ซึ่งฝั่งทางไทยก็เป็นชาวนครศรีธรรมราช และใบหน้าของตาลก็เป็นของจริงทั้งหมด เป็นธรรมชาติค่ะ ก่อนจะให้สื่อมวลชนที่สัมภาษณ์ลองกดจมูกของน้ำตาลด้วยความเป็นกันเอง

ที่มา>>>ข่าวสด

ตรังทึ่ง!คุณยายวัย 84 ยังฟิตปัง ร่วมเตะตะกร้อวงกับชาวบ้าน

พบคุณยายอายุ 84 ปี ชาวเทศบาล ต.โคกหล่อ อ.เมืองตรัง ร่วมเล่นตะกร้อวงกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทั้งชายหญิงที่อายุน้อยกว่าได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังมีสุขภาพดีแตกต่างไปจากคนรุ่นเดียวกันเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบริเวณลานดิน ในชุมชนพรุชี เขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โดยพบชาวบ้านทั้งชายและหญิงประมาณ 5-6 คน กำลังเล่นเซปักตะกร้อวง เพื่อออกกำลังกายกันอย่างสนุกสนาน และทราบว่าเป็นแบบนี้ประจำทุกวันหากฝนไม่ตก แต่ที่น่าสนใจคือผู้เล่นเซปัคตะกร้อวงนี้ มีผู้เล่นเป็นผู้สูงอายุชายหญิง ถึง 2 คน ซึ่ง 1 ในนั้นก็คือคุณยายหิม กูลรมย์ ที่มีอายุถึง 84 ปีแล้ว อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 2 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ร่วมเล่นอยู่ด้วยน.ส.ประภาพร กูลรมย์ อายุ 49 ปี ลูกสาวคนที่ 5 ของคุณยายหิม กล่าวว่า คุณแม่ของตนชอบกีฬาตะกร้อเป็นชีวิตจิตใจ โดยช่วงแรกมีเพื่อนบ้านมาเตะตะกร้อเล่นกันหน้าบ้าน คุณแม่ก็นั่งดูเฉยๆ กระทั่งเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว คุณแม่ก็ไปขอร่วมเล่นด้วย และเล่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถรับส่งลูกตะกร้อหวายได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ โดยท่าเล่นที่ถนัดคือลูกเข่า และลูกพลิกเท้าหลัง จนสร้างความฮือฮาให้กับผู้พบเห็นอย่างมาก ซึ่งบางคนก็มานั่งชมเชียร์คุณแม่เล่นตะกร้อทุกวัน พร้อมต่างพากันอมยิ้มและชื่นชมคุณแม่ของตนว่า นอกจากจะสุขภาพดีแล้ว ยังแข็งแรงมาก และต่างไปจากคนในวัยเดียวกันส่วนอาหารคุณแม่ของตนก็กินได้ทุกชนิด ทั้งผัก ปลา โดยเฉพาะแกงเลียง แต่ที่ชื่นชอบมากที่สุดคือ การดื่มกาแฟ ซึ่งตนก็เป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก็ได้ตรวจวัดสภาพร่างกายให้กับผู้เป็นแม่ประจำ โดยเป็นที่น่าประทับใจว่า ไม่พบโรคภัยใดๆ ที่ผู้สูงวัยส่วนมากมักเป็นกันแม้แต่น้อย ทำให้ตนเองรู้สึกดีใจที่คุณแม่ยังมีสุขภาพดี แม้จะมีอายุมากแล้ว และอยากให้ทุกๆ คนสุขภาพดี รวมทั้งให้คุณแม่ชอบออกกำลังกายเป็นอย่างนี้ไปตราบนานเท่านานนายคำนึง มอบพิจิตร อายุ 43 ปี เพื่อนร่วมวงเซปัคตะกร้อ กล่าวด้วยความภูมิใจว่า คุณยายหิม เล่นตะกร้อได้คล่องแคล่วมาก และเล่นเข้าขากันดีกับทุกคน เหมือนคนวัยเดียวกัน และไม่รู้สึกเป็นภาระของกลุ่มแต่อย่างใด

ด้าน นายธนกฤต ภูมิมาตร นายกเทศมนตรีตำบลโคกหล่อ ซึ่งมักจะมามีนั่งชมและเชียร์ คุณยายหิม เล่นตะกร้ออยู่เป็นประจำ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและชื่นชมอย่างมากที่สุดที่มีผู้สูงอายุในพื้นที่มีสุขภาพแข็งแรง สุขภาพจิตดี ก็อยากให้ผู้สูงอายุคนอื่นๆ ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งทางเทศบาลก็พร้อมจะส่งเสริมทุกด้านอยู่แล้ว

ขณะที่ คุณยายหิม กล่าวว่า ตนรู้สึกสนุก และชอบเล่นตะกร้อมานานแล้ว โดยไม่มีอาการหน้ามืด เป็นลมหรือหายใจไม่ทันแต่อย่างใด เนื่องจากมีสุขภาพดี ไม่เคล็ดไม่เมื่อย และทุกอย่างปกติมากๆ อีกทั้งตนไม่เคยไปหาหมอ กินได้ นอนหลับดี แต่อุปสรรคของการเล่นตะกร้อก็มีบ้าง คือสายตาที่มองเห็นไม่ชัด และถ้าถูกแสงส่องมากๆ จะไม่ค่อยดี อย่างไรก็ตาม ตนตั้งใจจะเล่นตะกร้อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเล่นไม่ไหวแล้ว

ทั้งนี้ สามีของตนคือ นายชิต กูลรมย์ อายุ 81 ปี ซึ่งอยู่กินกันมากว่า 60 ปี และมีลูกชายหญิงด้วยกัน 5 คน เป็นชาย 2 หญิง 3 ก็มีความสุขดี เพียงแต่คุณตาชิตไม่ได้ร่วมเล่นตะกร้อด้วย เพราะเป็นโรคหอบหืด ทำได้เพียงคอยให้กำลังใจเท่านั้น

ที่มา>>>ข่าวสด