เจ้าพ่อค้ายา ‘ไซซะนะ’ ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อหา ขอสู้คดีนัดตรวจพยานหลักฐาน 25 ก.ย.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 ก.ค. ที่ห้องเวรชี้ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีดำ อย.2833/60 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายไซซะนะ แก้วพิมพา อายุ 41 ปี ชาวสปป.ลาว เจ้าพ่อค้ายาเสพติดชื่อดัง นายชุมพร พนมไพร อายุ 42 ปี และนายรัชพล หรือกิมเล้ง รัฐสพลพกรณ์ อายุ 28 ปี ทั้งสองเป็นชาว จ.อุดรธานี ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 -3 ในความผิดฐาน สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ร่วมกันมียาเสพติดเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 23 กรกฏาคม 58 – 30 ธันวาคม 59 จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันมียาบ้าจำนวน 3,381,400 เม็ด ไว้ในครอบครองพร้อมเงิน อีก 144 ล้านบาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้ง 3 เข้าใจ พร้อมสอบคำให้การว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ ปรากฏว่าจำเลยทั้ง 3 ให้การปฏิเสธและข้อหาทนายความต่อสู้คดีเอง ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 25 กันยายน 60 เวลา 09.00 น.

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

นาทีรวบ2ช่างแอร์ ซุกยาไอซ์จากเมืองกรุงฯ มาจนมุมตำรวจสุพรรณ!!

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.สุพรรณบุรี วางแผนติดต่อล่อซื้อยาไอซ์จากแก๊งค้ายาเสพติด โดยนัดส่งมอบยาไอซ์บริเวณริมถนนหน้าหมู่บ้านการเคหะอู่ยา ต.ดอนกำยาน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เมื่อถึงเวลานัดหมายมีรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ฆณ 7066 กทม. ขับเข้ามาจอดยังจุดนัดพบโดยมีชาย 2 คนนั่งอยู่ในรถ201612122051353-20160615150820จากนั้นชายนั่งเบาะหน้าซ้ายลงมาสอบถามสายลับ“ว่าเงินครบไหม” แล้วเดินกลับไปที่รถนำยาไอซ์มาส่งให้ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดักซุ่มอยู่จึงแสดงเข้าจับกุมไว้ได้ ทราบชื่อต่อมาคือ นายอนุชิต นุชวงษ์ อายุ 38 ปีอยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ 6 ต.วังน้ำเย็น อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี และ นายณัฐวุฒิ แจ่มกระจ่าง อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/10 หมู่ 3 ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พร้อมของกลางยาไอซ์ 15.3 กรัม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เงินสดล่อซื้อ 12,000 บาท จากนั้นควบคุมตัวไปตรวจค้นห้องพักพบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่อีก 4.7 กรัม201612122051367-20160615150820จากการสอบสวนนายอนุชิต ให้การว่า เพิ่งพ้นโทษออกมาในคดีครอบครองยาเสพติด แล้วไปทำงานเป็นช่างแอร์อยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อนไปเจอนายณัฐวุฒิ ที่มาสมัครเป็นลูกมือช่วยซ่อมแอร์ ซึ่งนายณัฐวุฒิ มียาไอซ์ไว้เสพและจำหน่ายจึงแบ่งให้ตนเสพด้วย ก่อนจะบอกให้ตนช่วยหาลูกค้าให้ โดยจะแบ่งยาไอซ์ให้เสพเป็นค่าตอบแทน ตนจึงหาลูกค้าให้แล้วขับรถพากันมาส่งยาไอซ์โดยไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้เป็นสายลับของตำรวจ201612122051354-20160615150820ด้านนายณัฐวุฒิ สารภาพพ้นโทษคดียาเสพติดออกมาในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และติดยาไอซ์อย่างหนักจึงไปรับยาไอซ์จากนายอ้น ไม่ทราบชื่อจริงราคากรัมละ 900 บาทมาเสพและขายหาเงินใช้ โดยติดต่อกับลูกค้าผ่านทางเซฟบุ๊ก จนกระทั่งให้นายอนุชิตช่วยหาลูกค้าให้แล้วมาถูกจับในที่สุด ตำรวจจึงแจ้งข้อหามียาไอซ์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายยาไอซ์ ควบคุมตัวไปสอบสวนขยายผลต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ตร.บุกค้นชุมชนยาเสพติดย่านคลอง 8 พบยาบ้า-ไอซ์ พืชกระท่อม สิ่งผิดกฎหมาย

 เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 24 มิ.ย. พ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.ลำลูกกา พร้อมด้วย ร.ต.เวียงชัย โคตรพรหม เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน ประสานงานในพื้นที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชุมพล พิศลย์กุลพันธ์ รอง ผกก.ป.สภ.ลำลูกกา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ. ลำลูกกา ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ปปส. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมด้วย อส.ลำลูกกา เข้าตรวจค้น เพื่อดำเนินการปราบปรามนักค้ายาเสพติดและผู้ที่เกี่ยวข้อง สร้างความปลอดภัย ให้กับหมู่บ้านชุมชน โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมาย ที่บริเวณชุมชนคลอง 8 ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมีพ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.ลำลูกกา พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนกว่า 50 นาย ร่วมตรวจค้น จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบผู้กระทำความผิดจำนวนหลาย โดยพบยาบ้า ยาไอซ์และพืชกระท่อม สิ่งผิดกฎหมายจำนวนหนึ่ง พร้อมสุ่มตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดซึ่งก็พบมีจำนวนหลายราย จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนขยายผลที่สภ.ลำลูกกา พ.ต.อ.อาทร กล่าวว่า ปฏิบัติการยุทธการหน้าบ้านปลอดภัยเป็นมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ในการปฏิบัติการเพื่อให้สอดรับกับแผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนฯ ตาม “ยุทธการหน้าบ้านปลอดภัย” ภายใต้แผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคง ปลอดภัยยาเสพติด โดยการปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่เป้าหมายครั้งนี้ พบยาเสพติดและสิ่งของผิดกฎหมาย รวมถึงการสุ่มตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะบุคคล

ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดให้โทษ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปก่อนนำตัวส่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

มอบตัวยกแก๊ง!! อ้างเป็นตร.จับสาวรีดทรัพย์-พาไปข่มขืน ผกก.เร่งสอบ

 จากกรณี เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา มี น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ชาว อ.ศรีเชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี อ้างว่า ตัวเองถูกกลุ่มตำรวจนอกรีตโรงพักแห่งหนึ่ง ทำการจับกุมในข้อหาเสพยาเสพติด แล้วทำการลักทรัพย์ , ข่มขู่รีดไถเงินเพื่อแลกอิสรภาพ และพาไปข่มขืนกระทำชำเรา กำลังจะเดินทางเข้าให้ปากคำกว่า 2 ชม. เพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ล่าสุด เมื่อช่วงเช้ามืด วันที่ 23 มิ.ย. ภายหลัง พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา ได้ประสานงานไปยัง พ.ต.อ.โสฬส เอี่ยมสะอาด ผกก.สภ.นาจอมเทียน ให้ติดตามตัวกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจากที่มี น.ส.บี มาแจ้งความร้องทุกข์ จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผกก.สส.สภ.นาจอมเทียน ติดตามตัวผู้ที่อ้างตัวเป็นตำรวจเข้ามอบตัวกับร้อยเวรเจ้าของคดี ซึ่งกลุ่มที่เข้ามอบตัวมีจำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายไพโรจน์ บุญมี อายุ 46 ปี นายอภิชาติ ฟันกัมเปิ่น อายุ 34 ปี นายชำนาญ คงเปลี่ยน อายุ 43 ปี และ นายคณึง เกษา อายุ 42 ปี โดยตำรวจได้นำตัวเข้าห้องชี้ตัว รวมกับบุคคลอื่น ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจและเข้าไปจับกุม ส่วนคนที่ลงมือข่มขืนคือ นายคณึง เกษา (เสื้อน้ำเงิน)

ด้านนายคณึง ให้การรับสารภาพว่า ได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนดังกล่าวจริง แต่นายคณึงยังได้ให้การปฏิเสธอ้างว่า ตนไม่ได้ใช้กำลังข่มขู่และข่มขืน โดยฝ่ายหญิงยินยอมพร้อมใจเอง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ จะทำการสอบสวนทั้งหมดอีกครั้ง และจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.โสฬส เอี่ยมสะอาด ผกก.สภ.นาจอมเทียน เปิดเผยว่า บุคคลทั้งหมดเป็นตำรวจอาสาสมัคร หากมีภารกิจจึงจะเรียกตัวมาใช้ ซึ่งตนเองเพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งใหม่ที่ สภ.นาจอมเทียน และกำลังจะปรับระบบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งอาสาที่มาช่วย ส่วนเรื่องดังกล่าว หากกระทำผิดจริง ก็ให้ดำเนินคดีตามขบวนการตามกฎหมาย และได้สั่งห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ สภ.นาจอมเทียน และพร้อมจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย  และหากผลการสอบสวนว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นกัน   ด้าน พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผย หลังจากมีการร้องทุกข์แจ้งความของผู้เสียหาย จึงได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดก่อนประสานงานไปยัง สภ.นาจอมเทียน ให้ติดตามตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ถูกกล่าวหา ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาทั้ง 4 คน ก็เดินทางเข้ามามอบตัว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสอบปากคำก่อนปล่อยตัวกลับไป ส่วนหากการสอบสวนหรือรวบรวมหลักฐานและพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

ที่มา>>>ข่าวสด

ตร.ท่องเที่ยวขยายผลจับแก๊งยา เชื่อมโยงเครือข่ายข้ามชาติ

 เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. จากกรณีตำรวจสืบสวน กก.1 และ ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท. ร่วมกันจับกุมตัว 3 ผู้ต้องหาชายผิวสี เชื่อมโยงแก๊งสกิมเมอร์ และเครือข่ายยาเสพติด ต่อมาพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.ทท. สั่งการให้ดำเนินการขยายผล จนกระทั่งพ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท. พ.ต.ต.ศิลา ตันตระกูล สว.งานสืบสวน กก.1 บก.ทท. พร้อมด้วยตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท. และปส.1 บช.ปส. ได้สืบสวนขยายผลและร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.สุภาณี หายทุกข์ อายุ 30 ปี ข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่สมคบกัน ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 257/2558 ลงวันที่ 9 ธ.ค.2558 นายภาคิน ฉลาดเอื้อ อายุ 34 ปี ข้อหาร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 และนายนายสันติ วิถีธรรม อายุ 37 ปี ข้อหาร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 และมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนไว้ในการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยจากการสืบสวนขยายผลดังกล่าว พบว่าทั้งผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย เชื่อมโยงกับแก๊งผู้ต้องหาผิวสีค้ายาเสพติด จึงได้วางแผนเข้าจับกุมนำตัวส่ง บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มา>>>ข่าวสด

สู้ชีวิต สาว ม.6 รับจ้างรายวันหาเลี้ยงปากท้อง น้อง 3 ชีวิต ยายป่วย

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งชาวบ้าน อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ว่ามี นร.ชั้น ม.6 เป็นเด็กสู้ชีวิต ฐานะทางบ้านยากจน อาศัยอยู่กับยายวัย 67 ปี และน้องอีก 3 คน ดิ้นรนทำงานรับจ้างช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันละ 150 บาท หาเงินเลี้ยงยาย เลี้ยงน้องๆ และส่งเสียตัวเองเรียน เนื่องจากแม่และพ่อผู้เป็นเสาหลักครอบครัว ต้องโทษถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนบ้านที่อาศัยอยู่ก็มีสภาพทรุดโทรมเมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงที่บ้านหลังดังกล่าว ได้พบกับ น.ส.กิติญา พาตะวัน (น้องเฟิร์น) อายุ 17 ปี น.ส.สรารัตน์ พาตะวัน (น้องฟ้า) อายุ 15 ปี กำลังช่วยกันซักเสื้อผ้าของตนเองคุณยายและน้องอีก 3 คน และทำกับข้าวให้ยายและน้องรับประทาน โดยมีคุณยายแสน พาตะวัน อายุ 67 ปี และ ด.ช.ทักษิณ จารุชัย อายุ 11 ปี และ ด.ญ.อัชราวดี วัณโสภา อายุ 8 ปี วิ่งเล่นอยู่รอบๆ บ้าน เพื่อรอรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน

คุณยายแสน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองมีลูกทั้งหมด 4 คน ซึ่งก่อนนหน้านี้ครอบครัวก็อยู่กันอย่างมีความสุขตามอัตภาพ แต่เมื่อปี 2553 สามีของตนได้เสียชีวิตลง ตนจึงได้มาอาศัยอยู่กับลูกสาวคนเล็กคือแม่ของน้องเฟิร์น และหลานอีก 4 คน ซึ่งแม่องน้องเฟิร์นมีสามีใหม่ เนื่องจากพ่อจริงของน้องเฟิร์น ทิ้งแม่ของน้องเฟิร์น ไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่ น้องเฟิร์น ยังเรียนอยู่ชั้นประถม จนกระทั่งเมื่อปี 2557 ลูกสาวกับลูกเขย มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับญาติพี่น้องกันเอง จนถึงขั้นต้องถูกดำเนินคดี

เนื่องจากลูกเขย เคยมีประวัติพัวพันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งปัจจุบันทั้งคู่ถูกต้องโทษคุมขังที่เรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ ตนจึงต้องรับภาระเลี้ยงดูน้องเฟิร์น และหลานอีก 3 คน เพียงลำพัง ด้วยการออกไปรับจ้างทำงานทั่วไป หาเงินมาเลี้ยงหลานๆ จนเมื่อน้องเฟิร์น อายุได้ 14 ปี ตนเองก็ได้ป่วยเป็นโรคตาต้อกระจก ทำให้การมองเห็นไม่ชัด หยิบจับทำอะไรก็ลำบากไม่เหมือนแต่ก่อน ทำให้ไม่สามารถรับจ้างทำงานได้เหมือนเดิม ทำให้น้องเฟิร์นต้องออกไปทำงานตั้งแต่อายุเพียงแค่ 14 ปี เท่านั้นน.ส.กิติญา หรือน้องเฟิร์น กล่าวว่า ตนเริ่มออกทำงานแทนคุณยายตั้งแต่อายุ 14 ปี เนื่องจากคุณยายมีปัญหาทางสายตา ตนจึงต้องกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำงานหาเงินเลี้ยงคุณยาย และน้องๆ อีก 3 ชีวิต ด้วยการรับจ้างทำความสะอาดบ้านให้กับครูที่เคยสอนตนเอง เมื่อครั้งยังเรียนชั้นประถม ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยได้รับค่าจ้างวันละ 150 บาท เพื่อนำเงินมาซื้อข้าว ซื้อน้ำ และแบ่งเงินให้น้องๆ แต่ละคนไปโรงเรียน ส่วนตนและน้องฟ้านั้นต้องพากันห่อข้าวและน้ำไปกินที่โณงเรียน เนื่องจากไม่มีเงินซื้ออาหารที่โรงอาหารกินเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ และตนเองตั้งใจไว้ว่าจะตั้งสอบให้ติดครู เพื่อที่จะมีเงินเลี้ยงน้อง ส่องให้น้องได้เรียนสูงๆ เพื่อที่จะมีอนาคตที่ดี และดูแลยายที่เลี้ยงดูตนเองมาตั้งแต่เด็ก

ขณะที่ทางด้าน นายวชิรศักดิ์ บัวศรี รองผู้อำนวยการ รร.อำนาจเจริญพทยาคม กล่าวว่า เด็กทั้งสองคนเป็นเด็กดี มีความขยันหมั่นเพียร และมีผลการเรียนที่ดี เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 อีกทั้ง ยังมีจิตอาสาช่วยงานคุณครูและกิจกรรมของทางโรงเรียนอยู่ประจำ และยังได้ใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ออกทำงานรับจ้างหาเงิน เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว เลี้ยงดูยายและน้องๆ อีก 3 คน ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีของเพื่อนนักเรียนอย่างไรก็ตาม หากมีผู้ใจบุญสนใจที่จะให้ความช่วยเหลือน้องเฟิร์น สามารถติดต่อมาทางโรงเรียนได้ หรือที่เลขที่บัญชี 5202537544 ธ.ไทยพานิชย์ สาขาอำนาจเจริญ ชื่อบัญชี น.ส.กิติญา พาตะวัน

ที่มา>>>ข่าวสด

จับเอเย่นต์ยา กลางเมืองภูเก็ต ยึดไอซ์กว่า 600 กรัม ค่า 2 ล้าน

(เครดิตภาพจาก ตชด.42)

ตชด.42 ภูเก็ตร่วมกับปปส. โชว์ผลงานจับกุมพ่อค้ายาเสพติดรายสำคัญ ขายให้วัยรุ่นในเมือง รวบได้หน้าห้องพักพร้อมยาไอซ์ของกลาง พาไปค้นเจออีกเพียบรวมกว่า 600 กรัม มูลค่าร่วม 2 ล้าน สารภาพรับมาจากเพื่อนอีกทอดหนึ่ง…

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. ร.ต.อ.อำพล สมอไทย หน.ชปข.ร้อย ตชด.425 พร้อมด้วยเจ้าพนักงาน ปปส.รายงานผลการปราบปรามและจับกุมยาเสพติดในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ต่อนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผวจ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ ร.ต.ท.ธีรศักดิ์ นราศรี ผบ.มว.กก.ตชด.42 ด.ต.บุญเยี่ยม มีลาโพ ด.ต.ทวีรักษ์ ถึงเกื้อ ด.ต.กนก ชูแก้ว ด.ต.อุทัย สุขเนียม จ.ส.ต.อรรถวุฒิ สีทา จ.ส.ต.สายัญ ศรีมงคล ผบ.หมู่งานสืบสวน ตชด.42 ร่วมกันเข้าตรวจสอบจับกุม นายประสงค์ศักดิ์ เพชรชู อายุ 36 ปี พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ลักษณะเกล็ดสีขาวใสบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสชนิดดึงเปิดกดปิดจำนวน 3 ถุง น้ำหนักเฉพาะตัวยา 49.88 กรัม 49.82 กรัม และ 49.70 กรัมตามลำดับ รวมน้ำหนักยาไอซ์ทั้งหมดประมาณ 149.4 กรัม พบซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกที่นายประสงค์ศักดิ์ถืออยู่ขณะถูกจับกุมบริเวณหน้าห้องเช่าตรงข้าม รพ.วชิระภูเก็ต ถ.เยาวราช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมาจากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจค้นภายในห้องพักย่าน ถ.เยาวราช ต.ตลาดใหญ่ พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ลักษณะเกล็ดสีขาวใสบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสชนิดดึงเปิดกดปิดจำนวน 10 ถุง น้ำหนักเฉพาะตัวยาประมาณ 99.79 กรัม 49.90 กรัม 50.05 กรัม 49.75 กรัม 49.98 กรัม 49.91 กรัม 49.82 กรัม 50.04 กรัม 50.10 กรัม และ 49.76 กรัม ตามลำดับ รวมน้ำหนักยาไอซ์ทั้งหมดราว 549.1 กรัม โดยซุกซ่อนอยู่ใต้ตู้เสื้อผ้าภายในห้องพักดังกล่าวพร้อมเครื่องชั่งดิจิตอล 1 เครื่อง

เบื้องต้นนายประสงค์ศักดิ์ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ควบคุมตัวไปสอบสวนเพิ่มเติมถึงแหล่งที่มาของยาเสพติดดังกล่าว เพื่อขยายผลถึงเอเย่นต์ใหญ่ จนกระทั่งทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จึงควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายต่อไป

จากการสอบสวนนายประสงค์ศักดิ์ ให้การยอมรับว่า ยาไอซ์เป็นของตนเองจริง โดยรับมาจากเพื่อนชื่อ นายเข็ม หรือ นายชานนท์ ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลติดตามจับกุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับยาไอซ์น้ำหนักกว่า 600 กรัมที่สามารถตรวจยึดได้ในครั้งนี้มีราคากว่า 2 ล้านบาท.

ที่มา>>>Thairath

รวบแก๊งมาเลย์ลักลอบขนยาไอซ์ขึ้นรถไฟ ของกลางมูลค่ากว่าร้อยล้าน

 * รวบแก๊งมาเลย์ลักลอบขนยาไอซ์ขึ้นรถไฟ ของกลางมูลค่ากว่าร้อยล้าน *

แก๊งมาเลย์ลักลอบขนยาไอซ์

แก๊งมาเลย์ลักลอบขนยาไอซ์

ตำรวจประจวบฯ แถลงการจับกุมแก๊งค้ายาชาวมาเลเซีย คาโบกี้รถไฟกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-บัตเตอร์เวอร์ธ ยึดยาไอซ์ได้ 74 กิโลกรัม มูลค่า 148 ล้านบาท

วันที่ 24 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ภาค 7 ตำรวจกองปราบปราม และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ลงพื้นที่ปิดล้อมสถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเข้าตรวจค้นขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-บัตเตอร์เวอร์ธ หลังได้รับแจ้งพบมีผู้ต้องสงสัยชาวมาเลเซีย จำนวน 7 คน ลักลอบขนยาเสพติดเดินทางมาในรถไฟขบวนนี้ เมื่อตรวจสอบพบของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ จำนวน 74 ห่อ น้ำหนักประมาณ 74 กิโลกรัม

จากสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การรับสารภาพว่า รับยาไอซ์มาจากภาคเหนือของประเทศไทยเพื่อนำส่งไปประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้ค่าจ้างขนกิโลกรัมละ 25,000 บาท โดยยาไอซ์ดังกล่าวซื้อมากิโลกรัมละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 148 ล้านบาท หากเมื่อไปถึงประเทศมาเลเซีย จะมีราคาเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 4 ล้านบาท

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งตัวไปดำเนินคดี ที่กองบังคับการกองปราบปราม ก่อนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป

ข้อมูลจาก สำนักข่าว INN