สองเขื่อนใหญ่ใกล้วิกฤติวอนช่วยประหยัดน้ำ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 พ.ค. นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผอ.โครงการชลประทานเชียงใหม่ เผยว่า น้ำดิบสำรองที่ใช้บริหารจัดการช่วงหน้าแล้งในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลอ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำดิบคงเหลือทั้งสิ้น 23.71 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณน้ำที่ใช้การได้เพียง 17.44 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถใช้ได้ถึงวันที่ 1 มิ.ย.2559 หรือเหลืออีกเพียง 21 วันเท่านั้น น้ำต้นทุนก็จะหมดเหลือเพียงก้นเขื่อน 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เอาไว้ใช้สำรอง ส่วนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด เหลือน้ำในเขื่อน 23.71 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำที่ใช้การได้เพียง 9.71 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนชาว จ.เชียงใหม่ ช่วยกันประหยัดน้ำให้มากที่สุด ส่วนการช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแล้งใน อ.จอมทอง ทางชลประทานเชียงใหม่ได้ปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่งัดไปถึง อ.จอมทองแล้ว โดยประชุมร่วมกับฝ่ายปกครอง ใน อ.ดอยหล่อ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และ อ.ป่าซาง อ.เวียงหนองหล่อง จ.ลำพูน ร่วมกันบริหารจัดการแบ่งปันน้ำซึ่งกันและกันและไม่ต้องมาทะเลาะแย่งน้ำกันอีก ขณะเดียวกันทางศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 10 ได้สั่งเครื่องสูบน้ำระยะไกลมาสูบน้ำจากลำน้ำปิงในเขต อ.จอมทอง ไปช่วยเหลือชาวสวนลำไยที่กำลังประสบภัยแล้งยืนต้นตายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ด้านนายมงคล สุกใส รอง ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทางจังหวัดได้วางแผนในการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คาดว่าอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ น่าจะมีฝนตกลงมาช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งของจังหวัดเชียงใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเริ่มรุนแรงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานได้รับผลกระทบอย่างหนักกว่าในเขตที่ชลประทานไปถึง โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนลำไย ที่เคยมีรายได้จากการขายลำไยต้องหมดเนื้อหมดตัวเนื่องจากลำไยไม่มีน้ำทยอยยืนต้นตายไปเป็นจำนวนมากต้นลำไยยืนต้นตายทั้งสวน

นางบุญมี ชนะแสน อายุ 71 ปี เจ้าของสวนลำไย บ้านห้วยบง ต.สันติสุข อ.ดอยหล่อ เล่าว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอภัยแล้งหนักหนาสาหัสแบบนี้ บ่อบาดาลในสวนลำไยแห้งไม่สามารถสูบน้ำมาใส่สวนลำไยได้ ต้องปล่อยให้ต้นลำไยยืนต้นตายไปทั้งสวน รวมทั้งสวนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆเดียวกันลำไยก็ทยอยยืนต้นตายเช่นกัน ส่วนน้ำในการอุปโภคบริโภคต้องรอรถน้ำจาก อบต.มาแจกให้ ตอนนี้ชาวสวนลำไยรอเพียงฝนที่จะตกลงมาช่วยเท่านั้น และยังไม่ทราบชะตากรรมในวันข้างหน้าว่าต้นลำไยที่ใบแห้งตายจะพลิกฟื้นคืนชีพกลับมาได้หรือไม่ อย่างไรก็ดี สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้เร่งสำรวจต้นลำไยของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยเฉพาะชาวสวนที่อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทานพบว่ามีชาวสวนลำไยที่ได้รับผลกระทบหนักคือ อ.ดอยหล่อ อ.จอมทอง และ อ.ดอยเต่า อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายส้มเขียวหวานแห้งหล่นเป็นจำนวนมาก

ที่ จ.แพร่ นายบุญยภาช สิทธิ์วงค์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 287 หมู่ที่ 4 บ้านวังลึก ต.นาพูน อ.วังชิ้น เจ้าของสวนส้มเขียวหวาน กว่า 20 ไร่ ระบุว่า ปีนี้เจอภัยธรรมชาติอย่างที่ไม่คาดคิด สวนส้มใน อ.วังชิ้น และ อ.ลอง ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำยม เป็นหลัก แต่สองเดือนมานี้แม่น้ำยมแห้งขอดไม่มีน้ำไหล ชาวสวนส้มเขียวหวานได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักยืนต้นแห้งตาย ส่วนที่เหลือก็หล่นใช้การไม่ได้ ไม่คุ้มกับการลงทุน.แม่น้ำแห้งขอดไม่มีน้ำไหล

ที่มา>>>Thairath

บ้านไม้ริมคลองสี่ กรำพายุลมฝน พังครืนทั้งหลัง คน-หมา-แมว ไร้ที่อยู่

บ้านไม้ริมคลองที่ลำลูกกาปทุมธานี โดนพายุจนโย้เอียง ก่อนจะพังครืนลงไปในคลองทั้งหลังพร้อมข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน คน 3 คน หมา 11 ตัว แมว 9 ตัว ไร้ที่อยู่ และต้องย้ายไปที่อื่น สร้างใหม่ไม่ได้เพราะปลูกล้ำที่ชลประทาน

วันที่ 4 พ.ค.59 นายไพฑูรย์ แสงสวัสดิ์ ปลัดอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี พร้อมด้วย นายมนัส ดำริห์ รองปลัด ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศบาลเมืองลาดสวาย และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองลาดสวาย ได้รับแจ้งเกิดเหตุบ้านถล่ม บริเวณริมคลองสี่ หลังตลาดเอซี บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ปลูกอยู่ริมคลอง สภาพเก่า เสาไม้ที่ยึดกับเสาปูนหน้าบ้าน โครงสร้างหลักของบ้านได้หักโค่น และบ้านถล่มลงไปในคลองได้รับความเสียหายทั้งหลัง รวมทั้งข้าวของ ทรัพย์สินภายในบ้าน โดยมีนายไพรัตน์ สว่างวงษ์ อายุ 45 ปี และนางธนพร สังข์น้ำมนต์ อายุ 42 ปี เจ้าของบ้านพยายามหาเก็บข้าวของที่ยังพอใช้ได้นายไพรัตน์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุในบ้านมีคนพักอาศัยอยู่ 3 คน พร้อมทั้งสุนัข 11 ตัว แมว 9 ตัว โดยเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้ที่มีลมพายุพัด และมีฝนตกหนักในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ทำให้ตัวบ้านเอียงเล็กน้อย จากนั้นเมื่อ 2 วันที่แล้ว เสาไม้ที่หน้าบ้านซึ่งยึดนอตไว้กับเสาปูน ได้ถูกตัวบ้านดึงจนบ้านเอียงลงไปในคลอง กระทั่งช่วงเช้าวันนี้ได้ยินเสียงไม้ลั่นดัง 3 ครั้ง จากนั้นบ้านก็ถล่มโค่นลงทั้งหลัง ซึ่งตนกำลังเก็บข้าวของอยู่ แต่กระโดดออกมาจากตัวบ้านได้ทัน รอดโดนทับอย่างหวุดหวิด

ด้านนายมนัส ดำริห์ รองปลัดฯ ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศบาลเมืองลาดสวาย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กรมชลประทานได้เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านที่ปลูกรุกล้ำในเขตชลประทาน จึงไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำเต็นท์ผ้าใบมากางบริเวณพื้นที่ว่างริมถนนเลียบคลองสี่ ตรงข้ามบ้านหลังที่เกิดเหตุเพื่อให้เก็บข้าวของและทรัพย์สินไว้ชั่วคราวก่อน พร้อมเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือต่อไป ส่วนบ้านหลังอื่นๆ ที่ปลูกอยู่ริมคลอง ขอให้ระมัดระวังไว้ด้วย.

ที่มา>>>Thairath