เดินหน้าเอาผิด ‘ทายาทกระทิงแดง’ อายุความคดีที่ขาด ไม่กระทบชน ตร. ตาย

คดีทายาทกระทิงแดง แหล่งข่าวยัน! ทำสำนวนส่งอัยการฟ้องตามกำหนด ขณะที่ผู้ต้องหายื่นขออัยการพิจารณาใหม่ ยืดระยะเวลายาวนานออกไป กระทั่งตามตัวผู้ต้องหาไม่ได้ เผย! มีเพียงข้อหาขับรถเร็วกว่ากำหนด ปรับ 400 บาท ไม่กระทบคดีขับรถชนคนตาย

จากกรณีที่มีข่าวเสนอถึงข้อเท็จจริงของการตรวจสอบข้อ คดี ‘นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา’ อายุ 31 ปี ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อเดือนกันยายน ปี 2555 แต่ปล่อยให้ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดขาดอายุความและสั่งไม่ฟ้องข้อหาขับรถขณะเมาสุรา โดยสั่งฟ้อง 2 ข้อหา ฐานขับรถประมาทนั้น

ต่อมามีการส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรรายงานข้อบกพร่องของตำรวจที่รับผิดชอบในคดีดังกล่าวไปยัง ตร. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 เนื่องจากตรวจสอบสำนวนพบว่ามีการเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปรากฏว่ารายชื่อที่เกี่ยวข้อง 9 นาย มีทั้งผู้กำกับการ (ผกก.) รอง ผกก. พนักงานสอบสวน ร้อยเวรรับเรื่อง ในขณะนั้น โดยทั้ง 9 นาย มีทั้งที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ใน สน.ทองหล่อ และบางรายย้ายไปปฏิบัติการที่อื่นแล้ว ทาง ตร.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ามีความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยหรือไม่

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวแจ้งว่า ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี สน.ทองหล่อ ยืนยันว่า ได้ทำสำนวนทุกอย่างส่งฟ้องให้แก่อัยการตามเวลาที่กำหนด ต่อมาทางผู้ต้องหาได้ทำเรื่องขอความเป็นธรรมกับอัยการเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงใหม่ กระทั่งยืดระยะเวลายาวนานออกไป และไม่สามารถตามตัวผู้ต้องหาได้ ทั้งนี้คดีที่ขาดอายุความมีเพียงคดีเดียว คือข้อหาขับรถเร็วกว่ากำหนด ส่วนคดีอื่นๆ ยังอยู่ครบ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข่าวที่แจ้งออกไปสู่สายตาประชาชนเรื่องอายุความขาดนั้น ยังคงมีคนเข้าใจผิด ทำให้หลายฝ่ายตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตร.สน.ทองหล่อ เมื่อปลายปี พ.ศ.2555 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพูดคุยทำความเข้าใจถึงรายละเอียดดังกล่าว เรียนผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อแถลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอบข้อสงสัยของประชาชนต่อไป

ที่มา>>>Thairath

‘หลุยส์’ สมัคร ‘เจมส์’ กับ ‘พีช’ ผ่อนผันทหาร

หลุยส์ เฮสดาร์ซัน” นักแสดงลูกครึ่ง ทำหน้าที่ลูกผู้ชายตัวจริง มาสมัครเป็นทหารเกณฑ์ผลัด 2 หลังเรียนจบ และไม่สามารถใช้สิทธิ์ผ่อนผันได้ ลั่นการรับใช้ชาติเป็นหน้าที่ของชายไทย ด้านสองพระเอก “เจมส์ มาร์” และพีช-พชร มาขอผ่อนผัน โดยเจมส์ มาร์ ยังติดเรียนหนังสือไม่จบ เช่นเดียวกับพีช-พชรที่ขอผ่อนผันเป็นครั้งที่ 3 เพราะติดเรียน ถึงฤดูกาลคัดเลือกทหารเพื่อเข้าประจำการเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ ในจำนวนนี้มีดารานักแสดงถึงคิวเข้าเกณฑ์ทหารหลายคนด้วยกัน โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย. เวลา 07.30 น. ที่โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง พระเอกหนุ่มชื่อดังช่อง 3 เจมส์ มาร์ ได้เดินทางมาเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เขตวัฒนาโดยเจ้าตัวขอใช้สิทธิ์ยื่นผ่อนผันการเกณฑ์ทหารครั้งที่ 3 เนื่องจากต้องเรียนต่อปริญญาโทปี 1 คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และต้องทำงานไปด้วย

ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เจมส์ยื่นเอกสารผ่อนผันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสใช้เวลาในการตรวจและรับเอกสารประมาณเกือบ 1 ชม. ก่อนจะเผยว่า วันนี้มายื่นเอกสารผ่อนผัน เพราะมีภารกิจต้องเรียนต่อ ปีนี้ต้องมาผ่อนผันอีกปีตามที่กฎหมายบอกว่าเราสามารถผ่อนผันได้จนถึงอายุ 26 ปี ตอนนี้ดำเนินเรื่องไปทางมหาวิทยาลัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยดำเนินเรื่องผ่อนผัน ปีนี้ก็เป็นปีที่ 3 มีหน้าที่ต้องเรียนและทำงานไปด้วย ถามว่าตั้งใจจะใช้สิทธิ์ผ่อนผันจนครบเลยหรือไม่ ณ ตอนนี้ยังต้องใช้ก่อน ยังไม่ได้คิดไปถึงอนาคต พอเรียนจบก็จะทำตามกระบวนการเหมือนทุกคนทำกัน ไม่ว่าจะเป็นการจับใบดำใบแดง ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที ตนโอเคเพราะเป็นกฎหมายที่เราต้องทำตามอยู่แล้ว

อีกคนคือพระเอกหนุ่มวัยรุ่น พีช-พชร จิราธิวัฒน์ เดินทางมาที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง เขตบางรัก กทม. ในเวลา 08.30 น. เพื่อคัดเลือกทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ โดยพีชยื่นใช้สิทธิ์ขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารเป็นครั้งที่ 3 เพราะยังมีชื่ออยู่ในรายการผ่อนผันของมหาวิทยาลัย จึงเดินทางมาแสดงตัวกับคณะกรรมการตรวจเลือก พร้อมรับหมายเรียกคัดเลือกทหารปี 60

จากนั้นพีช-พชรให้สัมภาษณ์ว่า ที่มายื่นผ่อนผันในครั้งนี้เพราะยังมีสิทธิ์ได้ผ่อนผันอีก 1 ปีแม้เรียนจบไปแล้ว อีกทั้งยังมีงานละครที่ยังไม่เสร็จด้วย อยากให้งานจบให้หมดก่อนดีกว่า ในปีหน้ายังไม่ได้วางแผนจะผ่อนผันหรือไม่ หากต้องไปเรียนต่อคงจะต้องขอผ่อนผัน หากไม่มีเรียนต่อก็พร้อมจะสมัครหรือจับใบดำใบแดงค่อยดูกันอีกที

ที่ห้องประชุม อบต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เมื่อเวลา 07.00 น. วันเดียวกัน พ.ท.จีรนาท เทพวัลย์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 19 เป็นประธานตรวจเลือกทหารประจำจังหวัดสมุทรปราการ มีผู้เข้าเกณฑ์ต้องคัดเลือก 600 คน ขอใช้สิทธิ์ผ่อนผัน 200 คน ต้องการเข้ารับประจำการ 94 คน โดยมีนายหลุยส์ เฮสดาร์ซัน อายุ 25 ปี ดารานักแสดงลูกครึ่ง อยู่บ้านเลขที่ 34/2 หมู่ 12 ต.ศีรษะจรเข้น้อย อ.บางเสาธง มาสมัครเป็นทหารเกณฑ์ด้วย โดยนายหลุยส์กล่าวว่า ตั้งใจสมัครเป็นทหารบกผลัด 2 เนื่องจากเรียนจบปีที่แล้ว ไม่สามารถใช้สิทธิ์ผ่อนผันได้ คิดว่าไหนๆต้องจับใบดำใบแดงอยู่แล้ว ก็สมัครดีกว่า เพราะการรับใช้ชาติเป็นหน้าที่ของชายไทยอย่างหนึ่ง

ที่มา>>>Thairath

ตะลึงงัน!! ‘กระจุกดาว’ ใจกลางทางช้างเผือกภาพใหม่จากกล้องฮับเบิล

นาซาเผยแพร่ภาพใหม่ จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล บันทึกภาพ ‘กระจุกดาว’ ดวงดาวหลายแสนดวงส่องแสงระยิบระยับสวยงาม บริเวณใจกลาง ‘ทางช้างเผือก’ ในระบบสุริยะของเรา

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เผยแพร่ภาพใหม่ บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล โดยใช้เทคโนโลยีอินฟราเรด ถ่ายภาพกระจุกดาว (star cluster) ในบริเวณศูนย์กลาง ‘ทางช้างเผือก’ (Milky Way) ซึ่งคือดาราจักรที่มีระบบสุริยะและโลกของเรา แสดงให้เห็นภาพที่สร้างความตื่นตะลึง ดวงดาวมากมายกว่า 5 แสนดวงส่องแสงระยิบระยับสวยงามมาก

ตามรายงานของนาซา ระบุว่า กระจุกดาว (star cluster) ดังกล่าวนี้ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 27,000 ปีแสง ถือเป็นบริเวณที่มีดวงดาวอยู่หนาแน่นมากที่สุดในกาแล็กซี่ของเรา โดยเฟซบุ๊ก Hubble Space telescope ยังระบุว่า นักดาราศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดเจาะแทงทะลุเข้าไปในกลุ่มฝุ่นละอองระหว่างดวงดาว จากนั้น นักดาราศาสตร์ได้แปลภาพแสงอินฟราเรด ซึ่งดวงตาของมนุษย์ไม่อาจมองเห็น มาเป็นแสงที่คนเราสามารถมองเห็นได้

ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ถูกส่งขึ้นไปโคจรนอกชั้นบรรยากาศโลกตั้งแต่ 26 ปีก่อน เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างองค์การนาซา และองค์การอวกาศยุโรป ถือเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาดาราศาสตร์ ทำให้นักดาราศาสตร์ค้นพบปรากฏการณ์สำคัญต่างๆ มากมาย จนได้รับการกล่าวยกย่องว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล คือ ดวงตาของเอกภพ

ที่มา>>>Thairath

เอมมี่ ห่วง หนุ่ม ขาหัก ไม่รู้ อ๊อฟ ทาบลงละคร รากนครา

เอมมี่ มรกต ดีใจเพื่อนมาให้กำลังใจจัดงานเปิดตัวคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าแน่นงาน โอดทุ่มเทเวลาทำเสื้อผ้าจนแทบไม่ได้นอน ไม่รู้ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ติดต่อให้เล่นละคร “รากนครา” ทางช่อง 3 รับห่วงหนุ่ม จิรายุทธ ขาหักและต้องพักฟื้น 2 เดือน

จัดงานเปิดตัวคอลเล็กชั่นเสื้อผ้า Aimee Mor : The Last Summer ที่ชั้น 67 The Dome Lebua at State Tower สีลม โดยมีเพื่อนๆ ในวงการบันเทิงมาให้กำลังใจเพียบ ทำเอาเจ้าของแบรนด์อย่างนักแสดงสาว เอมมี่ มรกต กิตติสาระ ยิ้มแก้มปริหายเหนื่อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีหวานใจ หนุ่ม จิรายุทธ แสงทวีป มาให้กำลังใจทั้งที่เจ้าตัวยังไม่หายบาดเจ็บจากอาการขาหักด้วย พอเสร็จงานปุ๊บกระจอกข่าวเลยถามเอมมี่ถึงการทำงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งถามถึงข่าวเม้าท์ว่าผู้จัดละครดัง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจงติดต่อให้เอมมี่ไปร่วมงานละคร “รากนครา” ทางช่อง 3 ด้วย

วันนี้เปิดตัวคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าตัวเองเป็นไงบ้าง เพื่อนๆ มาให้กำลังใจเยอะเลย? “ก็เป็นวันที่เรารู้สึกดีใจที่ทุกคนให้ความร่วมมือ สนับสนุนในการทำเสื้อผ้าของมี่ เมื่อก่อนมันเป็นงานอดิเรก แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามันเป็นงานที่เรารักจริงๆ แล้วอยากสร้างออกมาจริงจัง วันนี้เป็นโชว์แรกที่มี่และทีมงานทุกคนไม่ได้หลับนอน ไม่รู้จะถูกใจทุกคนรึเปล่า แต่ดีใจค่ะ เพื่อนๆ ก็มากันเยอะมาก มาเยอะกว่างานแต่งงานอีก (ยิ้ม)”

เสื้อผ้าเราทำเองหมดเลยไหม? “คิดเอง ออกแบบเองหมดเลยค่ะ นั่งตัดจนถึงตี 4-5 ทุกวันค่ะ เราก็ได้แรงบันดาลใจจากหลายแบรนด์ที่เราชื่นชอบ มันทำให้เราเรียนรู้อะไรมากค่ะ อดหลับอดนอนเพื่อให้ได้อย่างที่เราตั้งใจจริงๆ ค่ะ ทุกคนคงโกรธมี่ที่ทำให้ไม่ได้นอนค่ะ (ยิ้ม) แต่ตอนนี้มี่เชื่อว่าทุกคนแฮปปี้” เป็นคอลเล็กชั่นที่เราทำแบบจริงจัง? “ใช่ เป็นคอลเล็กชั่นที่มี่รู้สึกว่าไม่ใช่แค่งานอดิเรกที่เราชื่นชอบแล้วค่ะ เป็นงานที่เรารักจริงๆ ก่อนหน้านี้ทำแบบเล่นๆ ค่ะ ทำเป็นงานเสริมบ้าง แต่อันนี้คือฟูลไทม์ค่ะ และวันนี้มีบายเออร์มาจากสิงคโปร์ ฮ่องกง มาดูโชว์ด้วย ซึ่งเขาสนใจที่จะซื้อสินค้าของเราไปขายที่เมืองนอกด้วย และนอกจากที่ทองหล่อแล้ว มี่ก็จะขายทางออนไลน์ด้วยค่ะ”

คาดหวังยังไงบ้าง? “มี่ไม่ได้ตั้งความหวังไว้ขนาดนั้นค่ะ กลัวผิดหวัง แต่เอาตามความสามารถเท่าที่มีตอนนี้ค่ะ เอาแค่เราทำให้ลูกค้าถูกใจในสิ่งที่เราออกแบบค่ะ” หนุ่มให้กำลังใจยังไงบ้าง? “สามีเดินไม่ได้ (หัวเราะ) สามีไปเตะบอลขาหัก พี่หนุ่มเป็นคนที่เวลาเห็นมี่อยากทำอะไร เขาจะสนับสนุนเต็มที่มาก เอะอะเซ็นเช็คเบิกเงินตลอด รายได้เข้ากระเป๋ามี่เอง (ยิ้ม) เขาบอกว่าทำให้ดีที่สุด วันนี้มี่ตื่นเต้นมาก มี่กลัวทุกคนจะไม่ชอบ เลยกังวล นอนไม่ค่อยหลับ พี่หนุ่มก็บอกว่าไม่เป็นไร แบรนด์นอกดังๆ ยังมีคนไม่ชอบเลย นับประสาอะไรกับแบรนด์เล็กๆ ของเราค่ะ”

หมดไปเยอะไหม? “เยอะค่ะ เพราะว่าของมี่มีเรื่องการปักเยอะค่ะ มันจะกินเวลาเยอะ คัตติ้งค่อนข้างจะ…มันอาจจะดูเรียบๆ แต่มันใส่ได้นานค่ะ พอรู้จักตัวเองมากขึ้น มี่จะชอบผ้าที่มีดีเทล มีรายละเอียด คัตติ้งง่ายๆ แต่ว่าผ้าพูดได้ด้วยตัวของมันเอง ลายปักมี่ก็ชอบเพราะมี่ชอบงานฝีมืออยู่แล้วค่ะ แล้วผ้าบางชิ้นซื้อที่อังกฤษบ้าง ฝรั่งเศสบ้าง ต้นทุนจะสูงนิดนึง”

แบบนี้จะมีเวลาให้งานในวงการไหม? “มี ยังเล่นละครอยู่เรื่อง “ปะการังสีดำ” แล้วก็ทำแบรนด์ AimeeMor ด้วยค่ะ ส่วนละครเรื่องอื่น หลายคนก็ถามมี่ คือมี่ทราบจากพี่แอม ผจก. ว่ามีหลายเรื่องติดต่อเข้ามาค่ะ แต่พี่แอมกำลังดูบทให้อยู่ ตัวมี่เองยังไม่ได้อ่านบทค่ะ ยังไม่ทราบรายละเอียด” เห็นอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ชวนเล่นละครด้วย? “อันนี้ได้ยินมาเหมือนกัน แต่ว่าถ้าชวนจริงๆ ก็คงเป็นบุญของมี่มากๆ แต่มี่ไม่แน่ใจเรื่องรายละเอียด เพราะว่ามันมีละครจากหลายช่องหลายค่ายติดต่อเข้ามาค่ะ” เราไม่ทราบว่าพี่อ๊อฟติดต่อมา? “ไม่ทราบค่ะ แต่ถ้าติดต่อมาก็ยินดีค่ะ แต่มันก็เป็นเรื่องของคิวด้วย บทด้วยค่ะ ตอนนี้คิวของมี่ก็ค่อนข้างจะแน่นค่ะ ตอนนี้เป็นอิสระ เล่นช่องไหนก็ได้ค่ะ”

แต่มีข่าวว่าเขาติดต่อให้เราเล่นเรื่อง “รากนครา”? “จริงเหรอ ไม่ทราบเลยค่ะ แต่พี่แอมจะแจ้งมี่เวลาที่มีอะไรคอนเฟิร์มแล้วค่ะ” มีโอกาสได้คุยกับพี่อ๊อฟไหม? “ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากคุยค่ะ ชื่นชอบในผลงานอยู่แล้วค่ะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเล่นค่ะ” แสดงว่าถ้าพี่อ๊อฟติดต่อมาก็มีเปอร์เซ็นต์สูง? “ถ้าคิวชนกันก็คงไม่ได้ค่ะ แล้วตอนนี้ปะการังสีดำถ่ายทำอย่างเข้มข้นมาก สนุกมากค่ะ แต่ถ้าติดต่อมาก็จะพิจารณามากๆ ค่ะ”

แล้วอาการขาหักของแฟนเราเป็นไงบ้าง? “เขาไปเตะบอลไง ต้องถามเขาเอง กระดูกแตกจริงจัง เข้าเฝือก ก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ งานเราก็ยุ่ง ไม่ได้หลับได้นอน แล้วต้องดูแลพิเศษอีก” เขาอ้อนเลยไหม? “คำว่าอ้อนนี่ต้องให้นางเลยล่ะตอนนี้ หยิบจับอะไรไม่ได้เลย ต้องทำให้หมดเลย มี่ว่าเขาแกล้งมี่ค่ะ ให้มี่เป็นแม่บ้านค่ะ” แล้วทำตามไหม? “ทำซี ไม่งั้นใครจะให้เงินเราล่ะ (ยิ้ม) เขาไม่เอาเงินคืน แต่ให้เราชดใช้ในทางอื่นค่ะ แต่ก็รักมากค่ะ เป็นห่วง กังวลว่าพี่จะเดินยังไง จะมางานได้ไหม แต่อาการก็ไม่น่าห่วง ออกมางานได้ เม้าท์กับเพื่อนได้ ก็ไม่น่าจะหนักมาก แต่ก็ดูแลเป็นพิเศษค่ะ ก็น่าจะพักประมาณ 2 เดือนค่ะ”.

ที่มา>>>Thairath

คนร้ายงัดรถขนเงิน ธ.กสิกร บางละมุง ไม่ได้สักแดง เก็บลายนิ้วมือล่าตัว

คนร้ายย่องงัดรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย ที่จอดอยู่ใต้อาคารธนาคาร บริเวณ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ช่วงกลางดึก ไม่ได้ทรัพย์ เนื่องจากไม่มีการเก็บเงินในรถช่วงค่ำ ตร.เก็บลายนิ้วมือแฝง พร้อมตรวจกล้องวงจรปิด ล่าตัว…

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 1 เม.ย. ร.ต.อ.อนุพงษ์ พวงพี รอง.สว.(สอบสวน) สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายงัดรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย ที่จอดอยู่ริมถนนสุขุมวิทขาเข้าชลบุรี หมู่ 5 ต.นาเเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ พ.ต.อ.ชนะพัฒน์ นวลักษณ์ ผกก.สภ.บางละมุง ทราบแล้วไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ที่เกิดเหตุพบรถตู้กระบะขนเงินของธนาคารกสิกรไทย หมายเลขทะเบียน 1 ฒข 6572 กรุงเทพ จอดอยู่ใต้อาคารของธนาคารกสิกรไทย ที่ยกสูงจากพื้น 2 เมตร รถจอดหันหน้าเข้ากำแพงด้านหลังธนาคาร พบรอยงัดที่ประตูหลังรถได้รับความเสียหาย

เบื้องต้น สอบสวน นายไพรัช ดิษฐด้างปล้อง อายุ 43 ปี หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ บริษัท โพรเกรสกันภัย ทราบว่า รถคันดังกล่าวจะมาจอดที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท เป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.30 น. เพื่อเอาเงินไปใส่ตู้เอทีเอ็มในวันรุ่งขึ้น แต่กลางคืนในรถจะไม่มีเงิน ช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงผลัดเวร คนร้ายจึงอาสัยช่วงเวลาดังกล่าวเข้ามาก่อเหตุ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะได้เก็บลายนิ้วมือแฝง พร้อมกับตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

จับแก๊งยามาเลย์ ขนไอซ์282กิโล

ปส.ซิวคาด่านสะเดา ลอบจากเพื่อนบ้าน ใช้ไทยเป็นทางผ่าน

ตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับนักค้ายาชาวมาเลย์ ขน “ยาไอซ์” บิ๊กลอต 282 กิโลกรัม คาด่านสะเดา จ.สงขลา หลังทางการมาเลเซียประสานตำรวจไทย เหตุจากยาเสพติดทะลักเข้าประเทศจำนวนมาก ผบช.ปส.ระบุแก๊งค้ายารายนี้รับยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านใช้ไทยเป็นทางผ่านลำเลียงเข้ามาเลเซีย ปัดเป็นเครือข่ายเดียวกันกับแก๊งค้ายาไอซ์ที่ บช.ก.จับกุมไปก่อนหน้านี้

จับ 2 นักค้ายาชาวมาเลเซียได้ยาไอซ์ของกลางจำนวนมหึมาครั้งนี้ เปิดเผยขึ้นที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มี.ค. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผบช.ปส. พล.ต.ต.ทนัย อภิชาติเสนีย์ ผบก.สกส.บช.ปส. พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ ผบก.ปส.4 นายดาโต๊ะ ม้อกต้า ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเลเซีย นายณรงค์ รัตนานุกุล เลขาธิการ ป.ป.ส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ขณะลำเลียงไปขายที่ประเทศมาเลเซีย

พล.ต.ท.เรวัชกล่าวว่า เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.บช.ปส.) และตำรวจ บก.ปส.4 จับกุมนายชาง คิม ซุย อายุ 59 ปี ชาวมาเลเซีย ของกลางยาไอซ์ซ่อนในกระสอบปุ๋ย 7 กระสอบ น้ำหนักรวม 175 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และรถยนต์นิสสัน รุ่นเซฟิโร สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ณช 1994 กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังจับกุมนายลิม เยียน ฮุน อายุ 37 ปี ชาวมาเลเซีย ของกลางยาไอซ์ซ่อนในกระสอบปุ๋ย 4 กระสอบ น้ำหนัก 107 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และรถยนต์โปรตอน สีขาว ทะเบียน PTK3696 มาเลเซีย รวมยาไอซ์ทั้งหมด 282 กิโลกรัม จับกุมผู้ต้องหาทั้งสองขณะขับรถผ่านจุดตรวจที่ด่านสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา

ผบช.ปส.กล่าวว่า หลังได้รับการประสานข้อมูล จากตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเลเซีย ว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ไทย ก่อนลำเลียงยาเสพติดด้วยรถยนต์ไปส่งที่มาเลเซีย เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาตั้งด่านสกัดที่ด่านสะเดานานร่วมเดือน กระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ขับเข้าด่านตรวจค้น เมื่อตรวจค้นพบยาเสพติดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในรถ สำหรับผู้ต้องหากลุ่มนี้ไม่ใช่เครือข่ายเดียวกันกับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดที่ บช.ก.จับกุมไปก่อนหน้านี้ หากยาเสพติดลอตนี้หลุดรอดไปถึงมาเลเซีย จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เท่า ช่วงที่ผ่านมายาเสพติดระบาด เข้าสู่มาเลเซียจำนวนมาก ทางการมาเลเซียจึงขอความร่วมมือจากตำรวจไทยเพื่อร่วมกันปราบปรามอย่างจริงจัง แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

บ่ายวันเดียวกัน ตำรวจ บก.ปส.3 บช.ปส.จับกุมนายนับแสน พึ่งสุจริต อายุ 30 ปี ชาว จ.ยโสธร ของกลางยาไอซ์ 3 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ได้ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าโฮมโปร ถนนราชพฤกษ์ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังรับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติดกันที่บริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่วางแผนจับกุม กระทั่งนายนับแสนขับรถยนต์ฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีขาว ทะเบียน กพ 8552 อุบลราชธานี เข้ามา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพบของกลางซุกซ่อนในรถ ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างส่งยาได้ค่าจ้างครั้งละ 30,000 บาท ดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ที่มา>>>Thairath

สาวเซเว่นฯ โผล่มอบตัว คดีสาดโจ๊ก อิจฉาเหยื่อ

สาวมือสาดโจ๊กร้อนๆ ใส่หน้าพนักงานเซเว่นฯ เข้ามอบตัวแล้ว ยอมรับทำจริงเพราะหมั่นไส้คู่ กรณีที่เป็นเด็กใหม่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน แต่กลับได้รับคำชมเชยแถมยังทำยอดขายสูงกว่า อ้างวันเกิดเหตุลาหยุดงานเข้าไปซื้อโจ๊กกิน พอเห็นคู่กรณียืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เลยโมโหอารมณ์ชั่ววูบ ยกโจ๊กเดือดปุดๆ ที่ออกจากไมโครเวฟสาดใส่หน้า บอกเสียใจที่หูเบาเชื่อคำยุแหย่ และอยากขอโทษผู้เสียหาย ตำรวจแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นฯ

กรณีมีคลิปแชร์ว่อนโลก โซเชียล เป็นเหตุการณ์พนักงานร้านเซเว่นฯ สาขาคูบางหลวง (หน้าบ้านเอื้ออาทร) หมู่ 5 ถนนปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ถูกหญิงสาวที่คาดว่าเป็นลูกค้า สาดโจ๊กร้อนๆที่เพิ่งออกมาจากไมโครเวฟ ใส่ใบหน้าและลำตัวจนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลพุพอง เหตุเกิดบริเวณเคาน์เตอร์เก็บเงิน ต่อหน้าลูกค้าและเพื่อนพนักงาน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 25 มี.ค. ต่อมาผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นพนักงานร้านเซเว่นฯสาขาเดียวกัน ในข้อหาทำร้ายร่างกายฯ โดยสาเหตุเกิดจากมือสาดโจ๊กขัดแย้งและอิจฉาเรื่องการทำงานของอีกฝ่าย

ความคืบหน้าของคดี เมื่อเวลา 12.45 น.วันที่ 30 มี.ค. พ.ต.อ.สมหมาย ประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.คูบางหลวง พ.ต.ท.พงศ์อนันต์ รักษาชาติ รอง ผกก.(สอบสวน) เจ้าของคดี พร้อมชุดสืบสวน เดินทางไปที่ อบต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพื่อรับตัว น.ส.แคท (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุสาดโจ๊กร้อนๆใส่หน้า น.ส.เบน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี พนักงานเซเว่นฯหลังจากมีการประสานมาว่าญาติผู้ก่อเหตุติดต่อผู้ต้องหาได้แล้ว และขอเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อตำรวจไปถึงพบนางสมพร (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี มารดา พร้อมผู้ต้องหารอมอบตัวอยู่ คุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก

น.ส.แคทผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทำงานที่ร้านเซเว่นฯสาขานี้มา 1 ปีเศษ กระทั่งมี น.ส.เบน เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน ช่วงหลังมีเพื่อนพนักงานและผู้จัดการร้านบอกว่า ตนถูกตำหนิเรื่องการทำงาน และทำยอดขายสู้เด็กใหม่ไม่ได้ พร้อมแจ้งว่าจะย้ายตนไปประจำอีกสาขา ทำให้รู้สึกไม่พอใจ ก่อนเกิดเหตุลาหยุดงานไป 2-3 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ได้เข้ามาซื้อโจ๊กกิน และเห็น น.ส.เบนทำงานอยู่ จึงรู้สึกโมโหและหมั่นไส้ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ยกถ้วยโจ๊กที่เพิ่งเวฟออกมาร้อนๆสาดใส่ใบหน้า น.ส.เบน ที่ยืนคิดเงินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินหนีออกไปจากร้าน ครั้งแรกไม่คิดจะหลบหนีไปไหน จนวันต่อมาทราบว่ามีคลิปวีดิโอแชร์ไปตามโซเชียลต่างๆ ด้วยความตกใจเลยหนีไปอยู่บ้านเพื่อน จากนั้นติดต่อมาหาแม่เพื่อขอมอบตัว รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่ก่อขึ้น และขอโทษผู้เสียหายที่ทำลงไป เพราะความหูเบาที่ไปฟังคำจากคนอื่นจนเข้าใจผิด และขอยอมรับผิดทุกอย่าง

พ.ต.อ.สมหมาย ประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้ประสานกับญาติผู้ต้องหา พร้อมสั่งการให้ พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.คูบางหลวง เร่งรัดตำรวจชุดสืบสวน ออกติดตามและกดดัน เพื่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัว กระทั่งเมื่อช่วงเที่ยงได้รับการประสานจากนายวิรัตน์ ลายลักษณ์ นายก อบต.คูบางหลวง ว่าผู้ก่อเหตุติดต่อขอเข้ามอบตัว จึงเดินทางไปรับตัวมาจากที่บ้านญาติ จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ส่วนสาเหตุเกิดจากถูกตำหนิเรื่องการทำงานจนเกิดข้อเปรียบเทียบ และถูกย้ายสาขาเปลี่ยนสถานที่ทำงาน จนเป็นเหตุให้ไม่พอใจกัน เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ จากนั้นพนักงานสอบสวนจะนำตัวส่งฟ้องศาลต่อไป

ที่มา>>>Thairath

แห่แชร์ ‘แกรนด์แคนยอนอุบล’ เตรียมสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่

 

นักท่องเที่ยวแห่แชร์ภาพ ‘แกรนด์แคนยอนเมืองอุบล‘ ลักษณะเป็นบึงน้ำสีฟ้า พื้นที่ 700 ไร่ ชี้ เกิดจากการขุดดินไปใช้จนเป็นบ่อ อบต. เผย นทท.เข้ามาวันละ 3-4 พันคน เตรียมพัฒนาเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ย้ำบ่อลึก 3 ม. ไม่อนุญาตให้เล่นน้ำ

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนักท่องเที่ยว รวมถึงในโซเซียล และ พื้นที่ใกล้เคียงต่างพากันโพสต์แชร์ ภาพบึงน้ำสีฟ้าสวยงาม บ้านหนองไหล ตำบลหนองขอน อำเภอเมืองอุบลราชธานี อย่างแพร่หลาย จนทำให้ประชาชนแห่ไปชมความงามอย่างล้นหลามนั้น ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเป็นพื้นที่คล้ายอ่างน้ำกว้างประมาณ 700 ไร่ มีคันดินแบ่งเป็นช่องคล้ายเขาวงกต บริเวณทางเข้าเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน กำลังพัฒนาปรับพื้นที่เป็นที่จอดรถ และมีชาวบ้านนำสินค้ามาวางขายให้นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ความสวยงามของจังหวัดอุบลราชธานีแห่งใหม่ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

นายภานุภาค ภาคสีดา รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน เปิดเผยว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สาธารณะ ชื่อว่า บึงแสนโตร ประจำตำบลหนองขอน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีความกว้างใหญ่ประมาณ 700 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ของค่ายลูกเสือ และเป็นพื้นที่หนองน้ำสาธารณะ มีการขุดพื้นดินเพื่อเอาไว้กักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ จากการขุดหลายๆ ครั้งก็ทำให้ดินเปลี่ยนสภาวะและเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นชั้นหินและเป็นชั้นคลอง ทำให้รูปแบบของดินมีรูปร่างที่ผิดแปลกแตกต่างไป จนคล้ายเป็นงานศิลปะอย่างที่เห็นตามจินตนาการของแต่ละคน การขุดก็ดำเนินการขุดอยู่หลายช่วง บางช่วงก็เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ บางช่วงก็นำดินไปถมในที่สาธารณะ เช่น ศาลปกครองอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีแห่งใหม่ ก็ใช้ดินจากพื้นที่แห่งนี้ในการดำเนินการ

ชาวบ้านแห่แชร์ภาพ แกรนด์แคนยอนเมืองอุบลฯ

นายภานุภาค ยังกล่าวอีกว่า สำหรับน้ำที่เป็นสีฟ้านั้น เป็นน้ำจากธรรมชาติ หรือน้ำบาดาลที่ซึมขึ้นมาตลอดทั้งปี จึงทำให้มีความใสจนเป็นสีฟ้า และเนื่องจากเป็นพื้นที่ของการขุดดินไปใช้ประโยชน์ จึงไม่อนุญาตให้มีการลงเล่นน้ำ เนื่องจากมีความลึกและจะทำให้น้ำขุ่นไม่สวยงาม ในส่วนของการเตรียมตัวที่จะมาชมวิวของสถานที่แห่งนี้ ที่หลายๆ คนมักเรียก “บึงแสนโคตร หรือ แกรนด์แคนยอนเมืองอุบล” ควรจะเตรียมหมวก หรือร่มเพื่อป้องกันความร้อน รองเท้าที่สวมใส่ควรจะมีความรัดกุมเนื่องจากมีความสูงชัน และป้องกันการลื่นไถล

สำหรับในเรื่องของความปลอดภัย ทาง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน เราทำได้แค่แนะนำเบื้องต้น เรื่องของที่กั้นหรือแนวกั้นเรายังไม่มีงบประมาณในการสนับสนุน ซึ่งจะนำเสนอฝ่ายบริหารในช่วงต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น เจ้าหน้าที่ก็ยังเป็นห่วงเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะมาก วันละประมาณ 3-4 พันคน ซึ่งช่วงที่เยอะที่สุดจะเป็นช่วงประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป คนจะมาท่องเที่ยวเยอะมาก เพราะสภาพของน้ำเมื่อถูกกับแสงแดดช่วงเย็น และบรรยากาศของตะวันที่กำลังจะตกดิน จะถ่ายรูปได้สวยมาก นักท่องเที่ยวควรเดินเที่ยวชมความงามด้วยความระมัดระวัง เพราะบ่อมีความลึกกว่า 3 เมตร หากตกลงไปจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้.

‘แกรนแคนยอน’เมืองไทย ภาคอีสาน ขนาด700ไร่

ที่มา>>>Thairath

‘มีชัย’ นำทีมแจงร่างฯ ปัดสปท.ไร้ผลงาน หั่นวาระเหลือ 120 วัน

 

“มีชัย” นำทีม กรธ.แจงร่างฯ 279 มาตรา ต่อ “สปท.-สนช.-หน.ส่วนราชการ” เพื่อรับรู้วาระก่อนทำประชามติ ปัดสปท.ไร้ผลงาน หั่นวาระเหลือ 120 วัน เมิน พท.ออกแถลงการณ์คัดค้าน ร่างฯ…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีเหล่าบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้ารัฐวิสาหกิจ ต่างทยอยเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับฟังการชี้แจงสาระสำคัญของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนลงประชามติ จากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งการประชุมได้เริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. และ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

จากนั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้อภิปรายชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งว่า กรธ.เริ่มทำงาน เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 58 กำหนดทำงานต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 เม.ย. 59 แต่ต้องทำให้เสร็จก่อน เพื่อจะได้มีเวลาตรวจสอบตั้งแต่การทำงานครั้งแรก รวมประชุมทั้งหมด 115 ครั้ง โดยร่างฉบับแรกเปิดเผย เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 59 มี 270 มาตรา ซึ่งมีผู้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 258 ข้อ โดย กรธ.ได้นำมาแก้ไขทั้งสิ้น 88 มาตรา นำมาควบรวม 6 มาตรา เพิ่มใหม่ 15 มาตรา รวมแล้วร่างฉบับสุดท้ายมี 279 มาตรา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประธาน กรธ.ชี้แจง 30 นาที จะเปิดโอกาสให้สมาชิกทั้ง 2 สภา อภิปรายซักถาม ซึ่งประเด็นในการซักถามนั้น จะเป็นการสอบถามถึงรายละเอียดในประเด็นที่สมาชิกยังมีข้อสงสัย จนถึงเวลา 11.30 น. จึงปิดการประชุม

ทั้งนี้ นายมีชัย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับลดวาระการทำงานของ สปท.ให้เหลือเพียงแค่ 120 วัน ว่า ไม่ได้เป็นเพราะ สปท. ไม่มีผลงาน แต่ที่ผ่านมา สปท.ทำหน้าที่แค่เสนอแนะแนวทางการปฏิรูปเท่านั้น ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีคณะทำงาน หรือคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เกิดมีผลสำเร็จต้องดำเนินการทันที สำหรับโครงสร้างของคณะทำงานจะมี สปท.เดิมเข้าไปร่วมด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ คสช. และ สปท. จะเป็นผู้กำหนด แต่จะไม่อยู่ในรูปแบบของสภาอย่างแน่นอน

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อบังคับใช้แล้วจะสามารถกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม แต่ต้องขึ้นอยู่ว่าจะสามารถปฏิรูปการศึกษา และกระบวนการยุติธรรมได้มากน้อยเพียงใด” นายมีชัย กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีการออกแถลงการณ์มาหลายครั้งแล้ว คัดค้านตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สมบูรณ์ แถลงการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการทำประชามติหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชน

ส่วนกระแสคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในประเด็นเรื่องการบัญญัติเรื่องการศึกษา ที่ให้สิทธิเรียนฟรีถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น นายมีชัย กล่าวว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ทัดเทียม ดังนั้นสิ่งที่ กรธ.บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ ร่นระยะเวลาเรียนฟรี ตั้งแต่ช่วงอนุบาล ซึ่งจากเดิมเริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา และแม้ว่าในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายไม่ได้กำหนดสิทธิในเรื่องการเรียนฟรีไว้ แต่ก็มีกองทุนการศึกษาให้ ทั้งแบบให้แบบเปล่า หรือให้เรียน ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติของผู้กู้ยืม ว่ามีฐานะยากจนหรือไม่

ที่มา>>>Thairath

ออกแล้ว! กรธ.คลอด ร่างรธน.ปี59 (ฉบับสมบูรณ์) ส่งถึง นายกฯ-ครม.แล้ว

ออกแล้ว! ร่างรธน.2559 (ฉบับสมบูรณ์) โดยมีการปรับแก้ไขใน 88 มาตรา สรุปเคาะ 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล พร้อมส่งครม.วันนี้  ด้าน”มีชัย” แถลงร่างฯ ฉบับก่อนลงประชามติ เผย ส่งร่างถึงมือ “นายกฯ-ครม.” แล้ว

29 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็ปไซต์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เผยแพร่ ร่างรธน.ฉบับปี 2559 แล้วเมื่อเวลา 13.39 น. ทางhttp://cdc.parliament.go.th/draftconstitution2/more_news.php?cid=61โดย กรธ.ได้ส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับสมบูรณ์ 2559 ให้ ครม. แล้ว ทั้งนี้มีการปรับแก้ไขใน 88 มาตรา สรุปเคาะ 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล

ขณะที่ เวลา 13.39 น. ที่ห้องงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงข่าวการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ” ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า กรธ.เริ่มทำงานวันแรก วันที่ 6 ต.ค. โดยจะครบ 180 วัน วันที่ 1 เม.ย.นี้ ซึ่งเมื่อสักครู่ ได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวมี จำนวน 279 มาตรา 105 หน้า แบ่งเป็น 16 หมวด คือ 1. บททั่วไป 2. พระมหากษัตริย์ 3. สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย 4. หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 5. หน้าที่ของรัฐ 6. แนวนโยบายแห่งรัฐ 7. รัฐสภา 8. ครม. 9. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ 10. ศาล 11. ศาลรัฐธรรมนูญ 12. องค์กรอิสระ 13. องค์กรอัยการ 14. การปกครองท้องถิ่น 15. การแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ 16. การปฏิรูปประเทศ และบทเฉพาะกาล

ที่มา>>>Thairath