สาวเซเว่นฯ โผล่มอบตัว คดีสาดโจ๊ก อิจฉาเหยื่อ

สาวมือสาดโจ๊กร้อนๆ ใส่หน้าพนักงานเซเว่นฯ เข้ามอบตัวแล้ว ยอมรับทำจริงเพราะหมั่นไส้คู่ กรณีที่เป็นเด็กใหม่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน แต่กลับได้รับคำชมเชยแถมยังทำยอดขายสูงกว่า อ้างวันเกิดเหตุลาหยุดงานเข้าไปซื้อโจ๊กกิน พอเห็นคู่กรณียืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เลยโมโหอารมณ์ชั่ววูบ ยกโจ๊กเดือดปุดๆ ที่ออกจากไมโครเวฟสาดใส่หน้า บอกเสียใจที่หูเบาเชื่อคำยุแหย่ และอยากขอโทษผู้เสียหาย ตำรวจแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นฯ

กรณีมีคลิปแชร์ว่อนโลก โซเชียล เป็นเหตุการณ์พนักงานร้านเซเว่นฯ สาขาคูบางหลวง (หน้าบ้านเอื้ออาทร) หมู่ 5 ถนนปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ถูกหญิงสาวที่คาดว่าเป็นลูกค้า สาดโจ๊กร้อนๆที่เพิ่งออกมาจากไมโครเวฟ ใส่ใบหน้าและลำตัวจนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลพุพอง เหตุเกิดบริเวณเคาน์เตอร์เก็บเงิน ต่อหน้าลูกค้าและเพื่อนพนักงาน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 25 มี.ค. ต่อมาผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นพนักงานร้านเซเว่นฯสาขาเดียวกัน ในข้อหาทำร้ายร่างกายฯ โดยสาเหตุเกิดจากมือสาดโจ๊กขัดแย้งและอิจฉาเรื่องการทำงานของอีกฝ่าย

ความคืบหน้าของคดี เมื่อเวลา 12.45 น.วันที่ 30 มี.ค. พ.ต.อ.สมหมาย ประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.คูบางหลวง พ.ต.ท.พงศ์อนันต์ รักษาชาติ รอง ผกก.(สอบสวน) เจ้าของคดี พร้อมชุดสืบสวน เดินทางไปที่ อบต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพื่อรับตัว น.ส.แคท (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุสาดโจ๊กร้อนๆใส่หน้า น.ส.เบน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี พนักงานเซเว่นฯหลังจากมีการประสานมาว่าญาติผู้ก่อเหตุติดต่อผู้ต้องหาได้แล้ว และขอเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อตำรวจไปถึงพบนางสมพร (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี มารดา พร้อมผู้ต้องหารอมอบตัวอยู่ คุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก

น.ส.แคทผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทำงานที่ร้านเซเว่นฯสาขานี้มา 1 ปีเศษ กระทั่งมี น.ส.เบน เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน ช่วงหลังมีเพื่อนพนักงานและผู้จัดการร้านบอกว่า ตนถูกตำหนิเรื่องการทำงาน และทำยอดขายสู้เด็กใหม่ไม่ได้ พร้อมแจ้งว่าจะย้ายตนไปประจำอีกสาขา ทำให้รู้สึกไม่พอใจ ก่อนเกิดเหตุลาหยุดงานไป 2-3 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ได้เข้ามาซื้อโจ๊กกิน และเห็น น.ส.เบนทำงานอยู่ จึงรู้สึกโมโหและหมั่นไส้ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ยกถ้วยโจ๊กที่เพิ่งเวฟออกมาร้อนๆสาดใส่ใบหน้า น.ส.เบน ที่ยืนคิดเงินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินหนีออกไปจากร้าน ครั้งแรกไม่คิดจะหลบหนีไปไหน จนวันต่อมาทราบว่ามีคลิปวีดิโอแชร์ไปตามโซเชียลต่างๆ ด้วยความตกใจเลยหนีไปอยู่บ้านเพื่อน จากนั้นติดต่อมาหาแม่เพื่อขอมอบตัว รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่ก่อขึ้น และขอโทษผู้เสียหายที่ทำลงไป เพราะความหูเบาที่ไปฟังคำจากคนอื่นจนเข้าใจผิด และขอยอมรับผิดทุกอย่าง

พ.ต.อ.สมหมาย ประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้ประสานกับญาติผู้ต้องหา พร้อมสั่งการให้ พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.คูบางหลวง เร่งรัดตำรวจชุดสืบสวน ออกติดตามและกดดัน เพื่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัว กระทั่งเมื่อช่วงเที่ยงได้รับการประสานจากนายวิรัตน์ ลายลักษณ์ นายก อบต.คูบางหลวง ว่าผู้ก่อเหตุติดต่อขอเข้ามอบตัว จึงเดินทางไปรับตัวมาจากที่บ้านญาติ จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ส่วนสาเหตุเกิดจากถูกตำหนิเรื่องการทำงานจนเกิดข้อเปรียบเทียบ และถูกย้ายสาขาเปลี่ยนสถานที่ทำงาน จนเป็นเหตุให้ไม่พอใจกัน เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ จากนั้นพนักงานสอบสวนจะนำตัวส่งฟ้องศาลต่อไป

ที่มา>>>Thairath

‘มีชัย’ นำทีมแจงร่างฯ ปัดสปท.ไร้ผลงาน หั่นวาระเหลือ 120 วัน

 

“มีชัย” นำทีม กรธ.แจงร่างฯ 279 มาตรา ต่อ “สปท.-สนช.-หน.ส่วนราชการ” เพื่อรับรู้วาระก่อนทำประชามติ ปัดสปท.ไร้ผลงาน หั่นวาระเหลือ 120 วัน เมิน พท.ออกแถลงการณ์คัดค้าน ร่างฯ…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีเหล่าบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้ารัฐวิสาหกิจ ต่างทยอยเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับฟังการชี้แจงสาระสำคัญของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนลงประชามติ จากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งการประชุมได้เริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. และ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

จากนั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้อภิปรายชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งว่า กรธ.เริ่มทำงาน เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 58 กำหนดทำงานต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 เม.ย. 59 แต่ต้องทำให้เสร็จก่อน เพื่อจะได้มีเวลาตรวจสอบตั้งแต่การทำงานครั้งแรก รวมประชุมทั้งหมด 115 ครั้ง โดยร่างฉบับแรกเปิดเผย เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 59 มี 270 มาตรา ซึ่งมีผู้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 258 ข้อ โดย กรธ.ได้นำมาแก้ไขทั้งสิ้น 88 มาตรา นำมาควบรวม 6 มาตรา เพิ่มใหม่ 15 มาตรา รวมแล้วร่างฉบับสุดท้ายมี 279 มาตรา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประธาน กรธ.ชี้แจง 30 นาที จะเปิดโอกาสให้สมาชิกทั้ง 2 สภา อภิปรายซักถาม ซึ่งประเด็นในการซักถามนั้น จะเป็นการสอบถามถึงรายละเอียดในประเด็นที่สมาชิกยังมีข้อสงสัย จนถึงเวลา 11.30 น. จึงปิดการประชุม

ทั้งนี้ นายมีชัย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับลดวาระการทำงานของ สปท.ให้เหลือเพียงแค่ 120 วัน ว่า ไม่ได้เป็นเพราะ สปท. ไม่มีผลงาน แต่ที่ผ่านมา สปท.ทำหน้าที่แค่เสนอแนะแนวทางการปฏิรูปเท่านั้น ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีคณะทำงาน หรือคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เกิดมีผลสำเร็จต้องดำเนินการทันที สำหรับโครงสร้างของคณะทำงานจะมี สปท.เดิมเข้าไปร่วมด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ คสช. และ สปท. จะเป็นผู้กำหนด แต่จะไม่อยู่ในรูปแบบของสภาอย่างแน่นอน

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อบังคับใช้แล้วจะสามารถกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม แต่ต้องขึ้นอยู่ว่าจะสามารถปฏิรูปการศึกษา และกระบวนการยุติธรรมได้มากน้อยเพียงใด” นายมีชัย กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีการออกแถลงการณ์มาหลายครั้งแล้ว คัดค้านตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สมบูรณ์ แถลงการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการทำประชามติหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชน

ส่วนกระแสคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในประเด็นเรื่องการบัญญัติเรื่องการศึกษา ที่ให้สิทธิเรียนฟรีถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น นายมีชัย กล่าวว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ทัดเทียม ดังนั้นสิ่งที่ กรธ.บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ ร่นระยะเวลาเรียนฟรี ตั้งแต่ช่วงอนุบาล ซึ่งจากเดิมเริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา และแม้ว่าในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายไม่ได้กำหนดสิทธิในเรื่องการเรียนฟรีไว้ แต่ก็มีกองทุนการศึกษาให้ ทั้งแบบให้แบบเปล่า หรือให้เรียน ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติของผู้กู้ยืม ว่ามีฐานะยากจนหรือไม่

ที่มา>>>Thairath

ออกแล้ว! กรธ.คลอด ร่างรธน.ปี59 (ฉบับสมบูรณ์) ส่งถึง นายกฯ-ครม.แล้ว

ออกแล้ว! ร่างรธน.2559 (ฉบับสมบูรณ์) โดยมีการปรับแก้ไขใน 88 มาตรา สรุปเคาะ 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล พร้อมส่งครม.วันนี้  ด้าน”มีชัย” แถลงร่างฯ ฉบับก่อนลงประชามติ เผย ส่งร่างถึงมือ “นายกฯ-ครม.” แล้ว

29 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็ปไซต์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เผยแพร่ ร่างรธน.ฉบับปี 2559 แล้วเมื่อเวลา 13.39 น. ทางhttp://cdc.parliament.go.th/draftconstitution2/more_news.php?cid=61โดย กรธ.ได้ส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับสมบูรณ์ 2559 ให้ ครม. แล้ว ทั้งนี้มีการปรับแก้ไขใน 88 มาตรา สรุปเคาะ 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล

ขณะที่ เวลา 13.39 น. ที่ห้องงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงข่าวการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ” ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า กรธ.เริ่มทำงานวันแรก วันที่ 6 ต.ค. โดยจะครบ 180 วัน วันที่ 1 เม.ย.นี้ ซึ่งเมื่อสักครู่ ได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวมี จำนวน 279 มาตรา 105 หน้า แบ่งเป็น 16 หมวด คือ 1. บททั่วไป 2. พระมหากษัตริย์ 3. สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย 4. หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 5. หน้าที่ของรัฐ 6. แนวนโยบายแห่งรัฐ 7. รัฐสภา 8. ครม. 9. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ 10. ศาล 11. ศาลรัฐธรรมนูญ 12. องค์กรอิสระ 13. องค์กรอัยการ 14. การปกครองท้องถิ่น 15. การแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ 16. การปฏิรูปประเทศ และบทเฉพาะกาล

ที่มา>>>Thairath

ลูกสาว’วัฒนา’รุดเยี่ยมพ่อที่ มทบ.11ยัน กำลังใจดี ออกมาก็สู้ต่อ

 

น้องเฟ‘ ลูกสาว “เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ รุดเยี่ยมให้กำลังใจพ่อ หลังถูกทหารควบคุมตัวไปปรับทัศนคติที่ มทบ.11 พร้อมนำยารักษาโรคและสิ่งของที่จำเป็นมาให้ ยืนยันผู้เป็นพ่อจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง ขอสู้ต่อเพื่อประชาชน …

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ น.ส.วีรดา เมืองสุข ลูกสาวนายวัฒนา เมืองสุข เดินทางมาเยี่ยม และนำเสื้อผ้าพร้อมยารักษาโรคประจำตัวมามอบให้พ่อของตนเองที่ถูกคุมตัวอยู่ภายในมณฑลทหารบกที่ 11 โดยมีนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความพร้อมทีมงานร่วมเดินทางมาด้วย

น.ส.วีรดา กล่าวว่า วันนี้นำเสื้อผ้าและยามาให้พ่อ เนื่องจากพ่อยังไม่ได้กลับบ้านเลยนับตั้งแต่ทหารนำกำลังมาที่หน้าบ้านเมื่อวันที่ 27 มี.ค. โดยตนเป็นห่วงคุณพ่อ มาอยู่ที่นี่พ่อก็คงไม่สบายใจ อยากให้คุณพ่อออกมา เวลาตนมีปัญหาพ่อก็จะอยู่กับตนเสมอ วันนี้พ่อถูกจับตัวไป ตนก็ต้องมาหาพ่อ โดยจะทำเท่าที่จะทำได้

น.ส.วีรดา เมืองสุข ลูกสาวนายวัฒนา เมืองสุข เดินทางมาเยี่ยม และนำเสื้อผ้าพร้อมยารักษาโรคประจำตัวมามอบให้พ่อ ที่ มทบ.11

ด้าน นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ของที่เอามาให้ก็เป็นสิ่งของที่จำเป็น นายวัฒนาต้องการยารักษาโรคประจำตัวตามประสาคนมีอายุ อีกทั้งนำเสื้อผ้ามาเปลี่ยน เพราะเมื่อวานนายวัฒนาใส่เสื้อยืดเพราะไม่ได้กลับบ้าน โดยตนได้ประสานทหารเพื่อขอเข้าพบนายวัฒนาในวันนี้

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ทหารให้ น.ส.วีรดา กับนายนรินท์พงศ์ รออยู่ที่หน้าป้อมเพื่อประสานให้เจ้าหน้าที่ขับรถมารับตัว กินเวลา 30 นาที จึงมีรถมารับเข้าไปภายใน โดยไม่อนุญาตให้ทนายความร่วมเยี่ยมด้วย ทั้งนี้อนุญาตให้เยี่ยมในเวลา 11.00-12.00 น.

ลูกสาว บอกพ่อกำลังใจยังดี หากออกมาก็ขอสู้ต่อ

จากนั้นเมื่อเวลา 12.15 น. เจ้าหน้าที่ทหารจึงขับรถมาส่ง น.ส.วีรดา ที่ป้อมหน้า หลังจากเสร็จสิ้นการเข้าเยี่ยมนายวัฒนากินเวลา 1 ชั่วโมงเศษๆ โดยน.ส.วีรดาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า นายวัฒนามั่นคง จุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง จะสู้เพื่อประชาชน หากได้รับการปล่อยตัวก็จะต่อสู้ต่อ เพราะเป็นคนของประชาชน และหากประชาชนยอมให้คนของประชาชนถูกจับ นายวัฒนาก็ยอมถูกจับ โดยตนได้ไปรับประทานอาหารพร้อมนายวัฒนาที่อีกห้องหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าจะถูกคุมตัวนานแค่ไหน แต่อย่างมากสุดก็ 7 วัน ซึ่งทางทหารอนุญาตให้เยี่ยมวันละ 1 ครั้ง โดยเลือกเอาว่าจะเยี่ยมเวลา 11.00-12.00 น. หรือเวลา 17.00-18.00 น. ซึ่งตนคงเลือกเวลา 11.00 น. และจะมาเยี่ยมพ่อทุกวันจนกว่าได้รับการปล่อยตัว

ที่มา>>>Thairath

ให้ออก3สีกากี กระทืบ5นักศึกษา

เจอ5ข้อหาหนักผบช.ภ.6สุดทนทำภาพพจน์เละ

กระทืบนักศึกษา

สั่งให้ออกจากราชการ 3 ตำรวจตีนโหด หลังก่อเหตุขับรถเฉี่ยวชนกับรถเก๋ง 5 นักศึกษา แถมยิงถล่มรถพรุนแล้วรุมยำจนเหยื่อบาดเจ็บสาหัส เบื้องต้นถูกตั้ง 5 ข้อหาฉกรรจ์ ด้าน ผบช.ภ.6 ย้ำพฤติกรรมทำให้ภาพพจน์ของตำรวจเสียหาย ส่วนผู้การฯเมืองสองแควโร่พบอธิการบดีสยบกลุ่มม็อบนักศึกษาที่เตรียมก่อหวอดกดดัน ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่

จากเหตุการณ์ที่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลกประกอบด้วย 1.นายชัยธวัช ธำรงศักดิ์คุณ 2.นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ 3.นายธนพล คงอิว 4.นายธราเทพ แสงพิรุณ ทั้ง 4 คน เรียนปี 3  และ 5.น.ส.กมลชนก กล่ำเทพ เรียนปี 3 สาขาคหกรรมศาสตร์ เข้าแจ้งความ สภ.เมืองพิษณุโลก และร้องเรียนขอความเป็นธรรมจาก พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 กล่าวหาว่า ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ สังกัด กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ขับรถปาดหน้าแล้วใช้ปืนรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีหลักฐานเป็นกล้องถ่ายจากรถของพยานที่เห็นเหตุการณ์นั้น

ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 มี.ค. ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก พล.ต.ต.อดิศักดิ์ น้อยประเสริฐ ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก เดินทางเข้าพบ ดร.สาคร สร้อยสังวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมยืนยันขั้นตอนของการดำเนินคดีกับ 3 ตำรวจ โดย พล.ต.ต.อดิศักดิ์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะในโลกโซเชียลได้ตั้งกลุ่มปลุกระดมนักศึกษาให้ชุมนุมกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ เกรงว่าอาจเกิดปัญหามวลชนจึงต้องรีบมาทำความเข้าใจกับกลุ่มนักศึกษาและอธิการบดี เพื่อยืนยันว่าเรื่องนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนแล้ว และขอยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย

ผบก.ภ.จ.พิษณุโลกกล่าวต่อว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้แยกเป็น 2 คดี โดยคดีแรก ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก 1 ใน 3 ตำรวจที่ถูกกล่าวหาได้เข้าแจ้งความว่า รถของกลุ่มนักศึกษาเฉี่ยวชนรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนและพยายามหลบหนี ซึ่งคดีนี้แยกเป็นคดีจราจรกับคดีกลุ่มนักศึกษาทั้ง 5 รายแจ้งความว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นคดีอาญา เลขที่ 474/2559 ซึ่งกระบวนการขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทั้ง 2 คดีแล้ว พร้อมจะสอบปากคำทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ดำรงธรรมและตัวแทนของมหาวิทยาลัยราชภัฏ–พิบูลสงครามเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย

ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้ บช.ภ.6 มีคำสั่งย้าย 1.ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร 2.ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ 3.ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ สังกัด กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลกไปช่วยราชการที่ บช.ภ.6 พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนด้านวินัยและอาญา โดยมอบหมายให้ พ.ต.อ.สุชาติ โสรัจจ์ รอง ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก ดูแลคดีทั้งหมดและมอบหมายให้ พ.ต.อ.พิเชรษฐพงศ์ ธนาบูรณศักดิ์ ผกก. (สอบสวน) ภ.จ.พิษณุโลก เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนร่วมกับรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามและเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ขอยืนยันว่าคดีนี้ใครผิดต้องดำเนินคดีตามข้อเท็จจริง

ขณะที่ ดร.สาคร สร้อยสังวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ พล.ต.ต.อดิศักดิ์ น้อยประเสริฐ ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก ที่มาชี้แจงกรณีดังกล่าวเพื่อยืนยันถึง ขั้นตอนการทำงานและรูปแบบคดี ไม่ใช่เป็นการเข้าพบเพื่อเคลียร์คดีกับกลุ่มนักศึกษาแต่อย่างใด ส่วนเรื่องการชุมนุมเพื่อกดดันตำรวจนั้น ตนได้พูดคุยกับกลุ่มนักศึกษาแล้วให้ระงับไว้ก่อนและขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนก่อน พร้อมกันนี้ได้ตั้งตัวแทนของมหาวิทยาลัยคือนายพิมล เกษมเสาวภาคย์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิลปวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เข้าร่วมรับฟังการสืบสวนสอบสวนด้วย

ต่อมาเวลา 11.00 น. วันเดียวกันที่ สภ.เมืองพิษณุโลก นายชัยธวัช ธำรงศักดิ์คุณ นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ นายธนพล คงอิว นายธราเทพ แสงพิรุณ และ น.ส.กมลชนก กลํ่าเทพ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายเดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ที่ห้องประชุมชั้น 2 โดยทั้ง 5 คน ชี้รูปยืนยันกับพนักงานสอบสวน ภายหลังตำรวจทั้ง 3 นายเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำโดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ

ส่วนบริเวณหน้า สภ.เมืองพิษณุโลก พ.ต.อ.ดิเรก ธนานนท์นิวาส รอง ผบก.ศพฐ.6 พร้อมคณะ ได้มาตรวจพิสูจน์วิถีกระสุนที่รถเก๋งฮอนด้าบริโอ สีขาว ทะเบียน กพ 3660 พิษณุโลก ของนักศึกษาที่ถูก 3 ตำรวจไล่ยิงพบว่าถูกยิงที่ท้ายรถ 7 นัด และที่ยางล้อหลังขวา 1 นัด พร้อมกับจำลองเหตุการณ์การเฉี่ยวชนกับรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีขาว ทะเบียน กง 2325 พิจิตร ของตำรวจ รวมทั้งร่องรอยการเฉี่ยวชนกับรถเก๋งยี่ห้อเลกซัส เอ็นเค 300 ทะเบียนป้ายแดง ก-5211 ปทุมธานี ของนายเจริญเกียรติ แซ่เตียว อายุ 30 ปี บ้านเลขที่ 112/134 ถนนเอกาทศรถ อ.เมืองพิษณุโลกที่ขับตามมาอีก 1 คันและเป็นเจ้าของคลิปจากกล้องติดหน้ารถที่มีการเผยแพร่ทางโลกโซเชียล

ต่อมา พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ. 6 เดินทางมาดูการตรวจรถของเจ้าหน้าที่ ศพฐ.6 จากนั้นร่วมกับ พล.ต.ต.อดิศักดิ์ น้อยประเสริฐ ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก และคณะพนักงานสอบสวนของ สภ.เมืองพิษณุโลก สอบปากคำนักศึกษาทั้ง 5 คน ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมืองพิษณุโลก ต่อหน้าอาจารย์และเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.พิษณุโลก พร้อมให้นักศึกษาที่ถูกทำร้ายชี้ตัวตำรวจทั้ง 3 นายผ่านห้องกระจก ผลปรากฏว่าชี้ตัวได้ถูกต้องทุกคน

พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 เปิดเผยว่า ตนได้เซ็นคำสั่งให้ตำรวจทั้ง 3 นาย ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เนื่องจากทำให้ภาพลักษณ์์ของข้าราชการตำรวจเสื่อมเสีย หลังการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหากับตำรวจทั้ง 3 นายรวมทั้งหมด 5 ข้อหาคือ 1. พยายามฆ่า 2. ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส 3. กักขังหน่วงเหนี่ยว 4. บังคับข่มขืนใจ 5. พกพาอาวุธปืนและยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร หลังการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัว 3 ตำรวจไปชั่วคราว เนื่องจากมาเข้ามอบตัวเองทั้งสามคนและเชื่อว่าจะไม่หลบหนี

ที่มา>>>Thairath

รวบแก๊งมาเลย์ลักลอบขนยาไอซ์ขึ้นรถไฟ ของกลางมูลค่ากว่าร้อยล้าน

 * รวบแก๊งมาเลย์ลักลอบขนยาไอซ์ขึ้นรถไฟ ของกลางมูลค่ากว่าร้อยล้าน *

แก๊งมาเลย์ลักลอบขนยาไอซ์

แก๊งมาเลย์ลักลอบขนยาไอซ์

ตำรวจประจวบฯ แถลงการจับกุมแก๊งค้ายาชาวมาเลเซีย คาโบกี้รถไฟกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-บัตเตอร์เวอร์ธ ยึดยาไอซ์ได้ 74 กิโลกรัม มูลค่า 148 ล้านบาท

วันที่ 24 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ภาค 7 ตำรวจกองปราบปราม และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ลงพื้นที่ปิดล้อมสถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเข้าตรวจค้นขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-บัตเตอร์เวอร์ธ หลังได้รับแจ้งพบมีผู้ต้องสงสัยชาวมาเลเซีย จำนวน 7 คน ลักลอบขนยาเสพติดเดินทางมาในรถไฟขบวนนี้ เมื่อตรวจสอบพบของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ จำนวน 74 ห่อ น้ำหนักประมาณ 74 กิโลกรัม

จากสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การรับสารภาพว่า รับยาไอซ์มาจากภาคเหนือของประเทศไทยเพื่อนำส่งไปประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้ค่าจ้างขนกิโลกรัมละ 25,000 บาท โดยยาไอซ์ดังกล่าวซื้อมากิโลกรัมละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 148 ล้านบาท หากเมื่อไปถึงประเทศมาเลเซีย จะมีราคาเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 4 ล้านบาท

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งตัวไปดำเนินคดี ที่กองบังคับการกองปราบปราม ก่อนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป

ข้อมูลจาก สำนักข่าว INN

กรุงเทพฯ ติดอันดับ 2 เมืองที่รถติดมากที่สุดในโลก ปี 2559

 * กรุงเทพฯ ติดอันดับ 2 เมืองที่รถติดมากที่สุดในโลก ปี 2559 *

รถติด กรุงเทพ

เปิด 10 อันดับเมืองที่รถติดมากที่สุดในโลก ปี 2559 กรุงเทพฯ ติดอันดับ 2 รองจากเม็กเม็กซิโกซิตี เผยทั่วโลกการจราจรหนาแน่นขึ้น 13%

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 เว็บไซต์บิสสิเนสไวร์ มีรายงานดัชนีการจราจรประจำปี 2559 ที่จัดทำขึ้นโดยทอมทอม บริษัทให้บริการแผนที่จากเนเธอร์แลนด์ โดยจากการเก็บข้อมูลใน 395 เมืองใหญ่ของ 38 ประเทศ จากทั้ง 6 ทวีป พบว่าเมืองที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดในโลก คือ เม็กซิโกซิตี เมืองหลวงของเม็กซิโก ขณะที่กรุงเทพมหานคร มีการจราจรติดขัดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก

สำหรับรายชื่อ 10 อันดับเมืองที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดในโลก มีดังนี้

1. กรุงเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก
2. กรุงเทพฯ ประเทศไทย
3. กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี
4. กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล
5. กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย
6. กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย
7. เมืองซัลวาดอร์ ประเทศบราซิล
8. เมืองเรซีเฟ ประเทศบราซิล
9. นครเฉิงตู ประเทศจีน
10. นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ทอมทอมได้จัดทำดัชนีการจราจรเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าในปีนี้ การจราจรของโลกมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น 13% นับตั้งแต่ปี 2551 โดยทวีปอเมริกาเหนือการจราจรติดขัดเพิ่มขึ้น 17% ส่วนยุโรปเพิ่มขึ้น 2%

ขณะที่ ราล์ฟ ปีเตอร์ สเคเฟอร์ รองประธานของทอมทอม เผยว่า การจัดทำดัชนีดังกล่าวนี้จะมีส่วนให้ทุกคนได้ร่วมกันคิดว่าเราจะมาช่วยกันลดเวลาที่เสียไปกับการเดินทางในแต่ละวันได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมกัน

โจ๋พัทยา ถูกชาวบ้านรุมจับส่งตำรวจ หลังไล่ฟันนักท่องเที่ยว ฉุนขับรถเฉี่ยวกัน

 * โจ๋พัทยา ถูกชาวบ้านรุมจับส่งตำรวจ หลังไล่ฟันนักท่องเที่ยว ฉุนขับรถเฉี่ยวกัน *

ไล่ฟันนักท่องเที่ยว พัทยา

โจ๋พัทยา ถูกชาวบ้านรุมจับส่งตำรวจ หลังไล่ฟันนักท่องเที่ยว ฉุนขับรถเฉี่ยวกัน ฝรั่งเผยโดนแทงที่ท้อง ก่อนร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน

วันที่ 15 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 00.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุว่ามีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียถูกวัยรุ่นทำร้ายด้วยอาวุธมีด บริเวณหน้าทางเข้าโรงพยาบาลเมืองพัทยา อ.บางละมุง จึงรุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุพบว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งทราบชื่อในเวลาต่อมา คือ นายวันชนะ ตุลาทอง อายุ 20 ปี ถูกประชาชนควบคุมตัวไว้ได้หลังก่อ เหตุ พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า สปาคร์ น้ำเงิน-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และอาวุธมีดปลอกผลไม้ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร 1 เล่ม ส่วนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้องยาวกว่า 10 เซนติเมตร

ไล่ฟันนักท่องเที่ยว พัทยา

จากการสอบถามนายเดนนิส เชอร์บาคอฟ อายุ 32 ปี สัญชาติรัสเซีย เพื่อนผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ตนเองและผู้บาดเจ็บขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกัน จากนั้นชายวัยรุ่นคนดังกล่าวก็ขับรถมาประกบด้านข้าง และบอกว่าพวกตนเองขี่รถเฉี่ยวชน ตนเองจึงจอดรถข้างทาง จากนั้นก็มีปากเสียงกัน ทำให้วัยรุ่นคนดังกล่าวใช้มีดฟันเข้าที่ท้องเพื่อน ซึ่งตนเองพยายามร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านจนสามารถช่วยกันจับตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้

โดยภายหลังจากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการควบคุมตัวนายวันชนะ ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพจาก workpointtv.com

โคตรฮือฮา !! เมื่อน้ำโขงลดรูปปั้นพญานาคโผล่ ชาวบ้านแห่ไหว้ แต่กลับต้องดีใจเมื่อได้รับโชคแบบนี้ !?

 * โคตรฮือฮา !! เมื่อน้ำโขงลดรูปปั้นพญานาคโผล่ ชาวบ้านแห่ไหว้ แต่กลับต้องดีใจเมื่อได้รับโชคแบบนี้ !? *

รูปปั้นพญานาค

ฮือฮา! รูปปั้นพญานาคเก่ากว่า 10 ปีโผล่แม่น้ำโขงหลังน้ำแห้งขอด ขณะที่ชาวบ้านแห่นำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบไหว้บูชา พร้อมขอเลขเด็ดไว้เสี่ยงโชคเนืองแน่น
โดยภายหลังชาวบ้านพากันนำมาไว้ที่ดอนหอปู่ชาน ในหมู่บ้านศรีบุญเรือง ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อให้ประชาชนนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ขอโชคลาภ ตามความเชื่อ เนื่องจากเชื่อว่ารูปปั้นพญานาคดังกล่าว จะเป็นรูปปั้นที่ทำขึ้นจากชาวบ้านในอดีต อายุหลาย 10 ปี คาดว่าจะปั้นขึ้นไปถวายองค์พญานาค

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นรูปพญานาคที่ปั้นขึ้นด้วยปูน มีความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ลำตัวคดเคี้ยวเป็นฐานกว้าง ประมาณ 60 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม และมีการตกแต่งลวดลายเป็นเศียรพญานาค ดวงตาทำด้วยลูกแก้ว รวมถึงลำตัวจะเขียนลวดลายด้วยงานฝีมือแบบเก่า หรือเป็นการปั้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เชื่อว่าจะเป็นฝีมือชาวบ้านในอดีต เมื่อหลาย 10 ปี ก่อน ที่อาจนำไปถวายบูชาองค์พญานาค

เนื่องจากจุดที่ชาวบ้านพบ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นป่องพญานาค หรือเส้นทางของพญานาค ที่ขึ้นมาจากน้ำโขง เพื่อมานมัสการองค์พระธาตุพนม ทำให้มีชาวบ้านเคยเห็นปรากฏการณ์ ต่างๆ หลายครั้ง ที่องค์พญานาคแสดงอิทธิฤทธิ์ ปรากฏกายให้เห็นในรูปแบบต่างๆ จนเป็นที่ร่ำลือมาแต่อดีต

อ่านเพิ่มเติม โคตรฮือฮา !! เมื่อน้ำโขงลดรูปปั้นพญานาคโผล่ ชาวบ้านแห่ไหว้ แต่กลับต้องดีใจเมื่อได้รับโชคแบบนี้ !?

‘บิ๊กตู่’ ใช้ ม.44 แก้ภัยแล้ง-ชาวนาหันปลูกเห็ดสร้างรายได้

บิ๊กตู่1

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. หลังจากภัยแล้งได้ขยายวงกว้าง ขณะที่น้ำต้นทุนในเขื่อนเหลือน้อยใช้ได้เพียงอุปโภคและบริโภค โดยรัฐบาลขอความร่วมมืองดการทำนา ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยสู้ภัยแล้ง นายวันลบ จันทร์พวง อายุ 40 ปี ชาวนาอยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ 5 ต.ศรีพราน อ.แสวงหา จ.อ่างทอง เปิดเผยว่า ได้หยุดทำนา 10 ไร่ แล้วหันมาขุดบ่อบาดาล ปลูกเห็ดฟาง สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวในช่วงหน้าแล้งมีรายได้ตกวันละ 200-400 บาท การทำเห็ดฟางใช้ทุนต่ำ โดยเก็บฟางข้าวตามกลางนาและผักตบชวามาแตกแห้งแล้วนำมาแช่น้ำให้ชุ่มผสมกับฟางข้าวแล้วใส่อ่างย่ำจนได้ที่แล้ว ทำแปลงดินขนาดกว้าง 1.20 เมตร ยาว 4 เมตร ใช้ตะกร้าพลาสติก เจาะก้นนำฟางข้าวที่แช่น้ำผสมกับผักตบชวาแล้วนำเชื้อเห็ดฟางวางทับลงแล้วใช้เท้าเหยียบให้แน่น โดยวางเป็นคู่แปลงละประมาณ 12 ก้อน ใช้พลาสติกคลุม ประมาณ 1 สัปดาห์ก็เก็บผลผลิตได้ ใช้ทุนประมาณ 50 บาท ต่อแปลง เก็บเกี่ยวต่อร่องได้ 3-4 กก. ขายอยู่ที่ราคา กก.ละ 100 บาท

บิ๊กตู่2

จ.ฉะเชิงเทรา นายสุรพล อนุสรหิรัญการ ผอ.โครงการชลประทานพระองค์ไชยานุชิต และเจ้าหน้าที่ ได้นำอุปกรณ์วัดค่าความเค็มในน้ำพบว่าอยู่ที่ 1.42 กรัม/ลิตร ซึ่งสูงเกินค่ามาตรฐานที่จะนำไปใช้ผลิตน้ำประปา นายสุรพล เปิดเผยว่า โครงการชลประทานพระองค์ไชยานุชิตรับผิดชอบพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง มีพื้นที่การเกษตรประมาณ 200,000 ไร่ สภาพน้ำในลำคลองมีความเค็ม เนื่องจากพื้นที่ด้านล่างส่วนใหญ่เป็นบ่อกุ้ง บ่อปลา รวมทั้งน้ำไหลซึมซับปล่อยลงคลอง ทำให้น้ำที่มีความเค็มไหลย้อนขึ้นมา จึงได้ร่วมกับอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา และการประปาฉะเชิงเทรา ทำทำนบชะลอการไหลย้อนของน้ำที่คลองเปร็งและคลองอุดมชลจร เพื่อไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าคลองนครเนื่องเขต หรือคลองท่าไข่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการผลิตนํ้าประปา

นายสุรพลเปิดเผยอีกว่าปัจจุบันพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ได้รับการช่วยเหลือด้วยการระบายน้ำจากเขื่อนมโนรมย์ จ.ชัยนาท วันละ 350,000 ล้าน ลบ.เมตร มาตามแม่น้ำป่าสักและมาทาง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าคลองระพีพัฒน์ เข้าคลอง 13 มายังประตูระบายน้ำบึงฝรั่ง ในเขตหนองจอก ก่อนระบาย เข้าคลองแสนแสบก่อนระบายเข้าคลองบางขนากไปยังคลองพระองค์ไชยานุชิต คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองนครเนื่องเขต ก่อนเข้าคลองสาขาต่างๆในพื้นที่ ใน 1 สัปดาห์มีการบริหารจัดการน้ำ 2 พื้นที่คือพื้นที่โครงการชลหารพิจิตรใช้น้ำ 3 วัน และพื้นที่โครงการพระองค์ไชยานุชิตใช้น้ำ 4 วัน มั่นใจว่าจะสามารถแก้ปัญหาการขาด แคลนน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชน รวมทั้งการผลิตน้ำประปาได้

บิ๊กตู่3

เมื่อเวลา 12.20 น. วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการใช้มาตรา 44 ในการขับเคลื่อนแผนงานการบริหารน้ำให้สอดคล้องกันว่า ตนต้องการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และต้องบวกกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปด้วยในเรื่องการสอนคน เรื่องการวิจัยและพัฒนาต้องเข้ามาร่วมกลุ่มด้วยเพื่อนำไปสู่การทำแผนงานโครงการที่สอดคล้องกันหมดว่าจะทำอย่างไรประชาชนจะมีรายได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถ้าคิดเป็นกิจกรรมแบบนี้ทั้ง 19 กระทรวงจะมาร่วมกันทุกงาน เพื่อจะได้เกิดผลทีเดียว ถ้าทุกคนแยกกระทรวงกันไปก็จะทำงานในแท่งของตัวเองคนเดียว วันนี้ตนเป็นคนบูรณาการทั้งหมดอยู่แล้วว่าใครจะต้องไปทำอะไร ทุกกระทรวงมีความเกี่ยวข้องเรื่องน้ำทั้งงบบาดาล งบขุดบ่อเหมือนกันหมด แต่มากบ้างน้อยบ้าง ดังนั้น ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่ออะไร เพื่อใครที่ไหนจะได้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะที่ผ่านมาไม่ต่อเนื่อง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เนื่องในวันอนุรักษ์น้ำโลก 22 มี.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ขอให้ประชาชนเห็นความสำคัญของทรัพยากรน้ำด้วยการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รักษาความสะอาดแหล่งน้ำ ภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนินโญ ปริมาณน้ำสำรองที่มีอยู่น้อยของไทยเกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดในอดีต รัฐบาลนี้ได้วางแผนรับมือประคับประคอง สถานการณ์บรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่วิกฤติ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องเกษตรกรในหลายพื้นที่ที่เสียสละประโยชน์ส่วนตัว เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม ด้วยการงดปลูกข้าว รวมทั้งขอบคุณภาคธุรกิจเอกชนที่ร่วมประกาศลดการใช้น้ำลงร้อยละ 30 แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือไปยังประชาชนทั่วประเทศให้ใช้น้ำอย่างประหยัด.

ที่มา>>>Thairath