จุดธูปขอเจ้าป่าเปิดทางทีมค้นหานักท่องเที่ยวหลงถ้ำที่แม่สาย

จากกรณีมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คาดเป็นชาวจีนหรือชาวญี่ปุ่น อายุประมาณ 55-60 ปี สูญหายในเขตวนอุทธยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยทิ้งไว้เพียงจักรยานข้างร้านค้า ทางเข้าด้านข้างวนอุทธยานนานนับสัปดาห์ จนคาดว่าหลงทางในถ้ำ ทางเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายออกทำการค้นหาตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ส.ค. เรื่อยมา เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มชุดค้นหา โดยมี ทีมนักประดาน้ำจากสมคมกู้ภัยศิริกรณ์เชียงราย มาช่วยเหลือการค้นหาเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากระดับน้ำในถ้ำยังไหลเชี่ยวและอันตราย มีฝนตกติดต่อกันเรื่อยมาหลายวัน จนทางเจ้าหน้าที่ต้องยุติภาระกิจการค้นหา เมื่อวันที่ 16.00 น. วันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่วนอุทธยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย นายชุติเดช มีจันทร์ นายอำเภอแม่สาย เชียงราย เดินทางมาร่วมอำนวยการค้นหา พร้อมทั้งขอขอบคุณ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานที่ร่วมกันช่วยค้นหาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 วันแล้ว ถึงแม้จะยังไม่มีอะไรคืบหน้าก็ตาม ทุกฝ่ายทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว เพราะยังไม่มีพบศพ อาจจะยังมีความหวังอยู่ก็เป็นได้ เพราะในถ้ำมีน้ำให้ประทังชีวิตได้ คนเราขาดอาหารได้ แต่ขาดน้ำไม่ได้ ก็ยังรอฟังข่าวด้วยความหวังต่อไป ด้าน พ.ต.ท.อรรนพ  เลิศสุวรรณ รอง.ผกก.ป สภ.แม่สาย สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งชุดสายสืบ ออกตามหาข่าว คนหายในพื้นที่ และหาเบาะแสการเข้าพักอาศัยของชาวต่างชาติ ลักษณะตามที่ได้รายงานมา พร้อมด้วยจักรยานแบบหญิงสีฟ้า ทั้งในเขต อ.แม่สาย และอ.ห้วยไคร้ เป็นที่น่าแปลกว่าขาดการติดต่อนานนับสัปดาห์เหตุใดไม่มีคนมาแจ้งหาย ต่อให้เช่าพักแบบรายวันหรือ รายเดือน ผู้ให้เช่าก็น่าจะผิดสังเกต หรือทราบข่าวจากสื่อต่างๆที่เสนอข่าวการหายไปตั้งหลายวันมาแล้ว ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่กำลังไปเช็คกล้องวงจรปิดของห้างโลตัสใกล้เคียง เพราะผู้ที่สูญหายได้ไปจับจ่ายซื้อสินค้าจากโลตัส ไม่ทราบสาขาใด มีหลักฐานเป็นถุงโลตัสตกอยู่หน้าถ้ำ รวมกับของเส้นไหว้ ที่ผู้สูญหาย ทำพิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหายไปในถ้ำ หากได้ภาพจากกล้องวงจรปิด คาดว่าจะรู้ชื่อและตรวจสอบกับ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้

ด้าน น.ส.ฤทัยวรรณ ปฏิเสน เจ้าพนักงานพิทักษ์ป่า วนอุทธยาน ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เปิดเผยว่า ถึงแม้จะติดตามค้นหาหลายวันจะไร้วี่แวว การส่งเจ้าหน้าที่เข้าค้นหาในถ้ำ คงจะยุติลงชั่วคราว แต่ยังคงขอให้เจ้าหน้าที่ของ วนอุทธยานค้นหาโดยรอบ อาจจะได้ร่องรอยก็เป็นได้

ขณะที่ นายชูเกียรติ เหลืองโสภาพรรณ หัวหน้าชุดปฏิบัติงาน สมาคมศิริกรณ์ เปิดเผยว่า วันนี้นำทีมค้นหาเป็นนักประดาน้ำ และฝ่ายสนับสนุนรวม 9 นาย การเข้าถ้ำในวันนี้เดินเท้าฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวเข้าไป ความยาวกว่า 1 กม. ใช้เวลา ไป-กลับเกือบ 3 ชม. ไม่พบสิ่งผิดสังเกต ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเน่าเหม็น เหมือนที่เจ้าหน้าที่ชุดเมื่อวานเจอ แม้ส่งสัญญาณเสียง แสง ไปตามจุดอับต่างๆ ตามทางที่ผ่าน ก็ไม่มีการโต้ตอบกลับมา ในถ้ำกระแสน้ำแปรปรวนตลอด บางจุดน้ำสูงเกือบท่วมหัว ถึงแม้ภายนอกในจะหยุดตกมาสองวันแล้ว แต่กระแสน้ำในถ้ำยังเพิ่มขึ้นไหลแรงเป็นบางจุด ต้องคอยดูแลลูกชุด ให้ระมัดระวังตัวตลอดเวลา

รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดทั้งวันมีชาวบ้านเดินทางมาเพื่อติดตามข่าว โดยเจ้าหน้าที่ต้องปิดกั้นโซนปากถ้ำ ไม่ให้บุคลภายนอกเข้าไป เกรงจะเกิดอันตรายซ้ำขึ้นมา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เปิดแผงกั้นเพื่อระบายน้ำออก คาดว่าจะช่วยให้ระดับน้ำในถ้ำลดลงไม่มากก็น้อย ชาวบ้านเริ่มหันมาพึ่งทางไสยศาสตร์มีการนำธูป เทียนมาจุดบอกเจ้าป่าเจ้าเขา ขอให้เปิดทางไม่บังตาให้กับทีมค้นหา ด้วยความหวังว่าขอให้เจอในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่อยากให้เสียชีวิตคาถ้ำ

ที่มา>>>ข่าวสด

ระทึก! รถหกล้อทำล้อหล่นใส่เก๋งฮอนด้าที่ขับตามมาเต็มๆ โชคดีไร้คนเจ็บ

 เหตุระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 ส.ค.2559 บริเวณถนนเพชรเกษม ก่อนถึงขนส่งราชบุรีเล็กน้อย โดยรถบรรทุก 6 ล้อทะเบียน 84-9588 นครปฐม บรรทุกยางล้อขนาดใหญ่เต็มท้ายรถ แต่เกิดมียางหลุดจากกระบะท้ายหล่นไปกลางถนน ใส่รถเก๋งฮอนด้าซิตี้ สีขาว ที่วิ่งตามหลังมา จนทำให้รถเสียหาย กระจกหน้าแตก กันชนหลุด  แต่โชคดีที่ผู้ขับขี่รถเก๋งฮอนด้าซึ่งเป็นหญิงสาวและเพื่อนอีก 2 คนไม่ได้รับอันตราย สาเหตุเบื้องต้นเพราะรถบรรทุกสิ่งของแล้วไม่มีผ้าใบคลุม ซึ่งอาจเกิดอันตรายขึ้นได้

ที่มา>>>ข่าวสด

บึ้ม!สนั่นกลางดึกถังเก็บน้ำเสียโรงงานในนิคมเหมราชที่ระยอง ไฟลุกท่วมคนงานเจ็บ 1 ราย

 เมื่อเวลา 02.15 น. วันที่ 22 ส.ค. ร.ต.ท.ไมตรี พากุล รองสารวัตร สอบสวน สภ.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง รับแจ้งมีเหตุระเบิดและเกิดไฟลุกไหม้ภายในบริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 9 ซอย จี 9 นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง จึงประสานรถดับเพลิงพร้อมรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง มีกลุ่มควันพวยพุ่งจับท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้างส่งกลิ่นเหม็นรอบบริเวณ โดยมีรถดับเพลิงของนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก 2 คัน รถดับเพลิงกลุ่มผู้ประกอบการ 2 คัน เข้าไปช่วยดับเพลิงโดยใช้โฟมและน้ำ ขณะเดียวกันรถดับเพลิงเทศบาลเมืองมาบตาพุด มาจอดรออยู่ที่หน้าประตูโรงงาน หลังได้รับรายงาน นายวีระศักดิ์ แจ้งการ ผอ.สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกลุ่มมาบตาพุด พร้อมด้วยนายธวัชศักดิ์ เกิดมณี นายช่างระดับ 8 เดินทางเข้าไปตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมฉีดโฟมและน้ำ ใช้เวลานาน 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดร่วมกับเจ้าหน้าที่ทีมงานสิ่งแวดล้อม ของบริษัท พีทีที ฟีนอล ออกตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณชุมชนใกล้โรงงาน เบื้องต้นทราบว่า ได้เกิดระเบิดที่ถังเก็บระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงงาน (แยกน้ำมันออกจากน้ำ) ถังขนาด 537 ลบ.ม. จากนั้น เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่กำลังทำงานอยู่ในห้องควบคุมที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ถูกแรงอัดเข้าที่บริเวณหน้าอกถึงกับมีอาการจุกและแน่นหน้าอก 1 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต สาเหตุการเกิดระเบิดและไฟไหม้ครั้งนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบทั้งนี้โรงงาน พีทีที ฟีนอล จำกัด ผลิตสารฟีนอลและสารอะซีโตน ในการผลิตพลาสติกเกรดดี หลังเกิดเหตุทางบริษัท พีทีที ฟีนอล ออกมาชี้แจงว่าเมื่อเวลา 02.45 น. เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำเสีย ภายในโรงงาน ขณะนี้บริษัทฯเร่งดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ โดยทีมผู้ชำนาญการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินของบริษัทฯเข้าระงับเหตุทันที

ต่อมาเวลา 04.17 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมเพลิงได้อย่างสงบ และรอเข้าเคลียร์พื้นที่และตรวจสอบหาสาเหตุของการระเบิด

ที่มา>>>ข่าวสด

เพื่อนแค้นเพื่อน!! บุกกระหน่ำยิงถึงบ้าน หลังปืนตบ-อิฐทุบหน้า ฝากอีกคนนัดเจอ

 เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 22 ส.ค. พ.ต.ต.รุ่งอรุณ ยั่งยืน สารวัตรเวร สภ.สำโรงใต้ สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีเหตุชายถูกยิงด้วยอาวุธปืนได้รับบาดเจ็บมาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเดินทางเข้าตรวจสอบ

บนเตียงคนไข้ภายในห้องฉุกเฉิน พบแพทย์กำลังให้การรักษานายศรารักษ์ ศรีนาค อายุ 28 ปี ซึ่งมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณช่วงเอวด้านหลังจำนวน 4 นัด กระสุนฝังใน แพทย์ได้ให้การรักษาอย่างเร่งด่วน ก่อนนำเข้าห้องผ่าตัดเป็นการเร่งด่วน เพื่อผ่าเอาหัวกระสุนออกมา จากการสอบสวนนายตะติ แสงสินธ์ อายุ 20 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ขณะที่ตนและผู้บาดเจ็บและพวกอีก 2 คน กำลังนั่งดูทีวีอยู่ในบ้าน หมู่ 8 ซอยหัวแตก ถนนรถรางเก่า ต.สำโรงกลาง อ.พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านของนายณรงค์ฤทธิ์ ชาดี อายุ 20 ปี จู่ๆ นายแป๊ก หรือ นายสุขเกษม แซ่คลิ อายุ 29 ปี ได้เดินมาที่หน้าบ้าน ก่อนที่จะชักอาวุธปืนแบบแม็กกาซีนไม่ทราบขนาดออกมากระหน่ำยิงผู้บาดเจ็บและพวกจำนวน 5 นัด ตนและพวกต่างพากันวิ่งหนีตายกันอลหม่าน กระสุนถูกผู้บาดเจ็บที่ช่วงเอวด้านหลังจำนวน 4 นัด ล้มฟุบอยู่กับพื้นบ้าน หลังก่อเหตุนายแป๊ก ผู้ก่อเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น PCX สีฟ้า จำเลขทะเบียนไม่ได้หลบหนีไป ตนและเพื่อนจึงได้ย้อนกลับเข้ามาดู พบว่านายศรารักษ์ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ จึงได้ช่วยกันหามผู้บาดเจ็บส่งรักษาที่โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร

นายตะติ ยังให้การเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณปีที่แล้ว ผู้บาดเจ็บและผู้ก่อเหตุเคยเป็นเพื่อนกันได้เกิดมีปากเสียงกัน ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร จนกระทั่งเมื่อประมาณ 3-4 วัน ที่ผ่านมา นายแป๊ก ได้พูดจาข่มขู่ผ่านเพื่อนผู้บาดเจ็บมาว่า จะส่งคนมาเอาผู้บาดเจ็บไปฆ่า เมื่อผู้บาดเจ็บรู้เรื่องจึงได้โทรศัพท์ไปหานายแป๊ก ผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งท้าทายว่า อย่ามาขู่ ถ้าแน่จริงก็มาตัวต่อตัวกันเลยดีกว่า

หลังจากนั้นนายแป๊ก ผู้ก่อเหตุก็ได้หายตัวไป จนกระทั่งช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ นายตะติ กำลังนอนหลับอยู่ในบ้านหลังที่เกิดเหตุ นายแป๊ก ก็เอาก้อนอิฐบล็อก มาทับใส่หน้าตนจนก้อนหินอิฐบล็อกแตกกระจาย ก่อนที่จะเอาฆ้อนมาทุบก้อนหินอิฐบล็อกที่แตกเกลื่อนอยู่บนใบหน้าของตนจนได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งที่ใบหน้า

ก่อนที่นายแป๊ก จะสอบถามว่าเห็นนายศรารักษ์ ผู้บาดเจ็บหรือเปล่า และ สอบถามตนว่า ผู้บาดเจ็บอยู่ที่ไหน ตนก็ไม่ตอบ จึงถูกนายแป๊ก ใช้ด้ามปืนตบเข้าที่ใบหน้าหลายครั้ง พร้อมทั้งฝากให้ไปบอกผู้บาดเจ็บ ถ้าแน่จริงออกไปเจอกันที่ปากซอย ก่อนที่นายแป๊ก จะหลบหนีออกไป จนกระทั่งกลางดึกของคืนนี้นายแป๊ก ได้ย้อนกลับมาที่บ้านที่เกิดเหตุอีกครั้ง พร้อมด้วยอาวุธปืนและกระหน่ำยิงใส่ผู้บาดเจ็บหลายนัด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถเก็บปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวน 1 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

เกมชีวิตจบแล้ว!! สิบเอกหนุ่มยิงหัวแฟน เขียนจม.ลาตาย-จ่อขมับตัวเองดับสยอง(คลิป)

ทหารยศสิบเอก พาแฟนสาวเปิดห้องตกลงปัญหารักไม่ลงตัว ใช้ปืน 11 มม. จ่อยิงสาว คิดว่าตาย จ่อยิงขมับตัวตายสยองคาบังกะโล ทิ้งจดหมาย “เรารักกันมาก เกมชีวิตจบแล้ว” แต่สาวยังไม่ตาย อาการโคม่า คาดปมสาวอาจคิดตีจาก หลังรู้ว่ามีลูกเมียแล้ว เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 20 ส.ค. ร.ต.อ.ภาณุ นวลศรี รอง สว.(สอบสวน) สภ.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุยิงกันในห้องพักเลขที่ 3 บังกะโลแห่งหนึ่ง ม.7 ต.กะปาง อ.ทุ่งสง มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บสาหัส 1 คน รับแจ้งแล้ว จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรภัทร โพธิ์ชนะพันธ์ ผกก.สภ.กะปาง แพทย์เวร รพ.ทุ่งสง และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ทุ่งสง รีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบว่าที่ห้องพักเลขที่ 3 ของบังกะโลดังกล่าว มีศพผู้เสียชีวิตทราบชื่อในเวลาต่อมา คือ สิบเอกธีระศักดิ์ ชูมณี อายุ 42 ปี ทหารสังกัด ร้อย บก.พล.ร.5 ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร (ค่ากะปาง) อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช นอนหงายเสียชีวิตอยู่บนเตียงนอน อยู่ในชุดนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ ไม่สวมเสื้อ สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม. เข้าขมับขวาทะลุตา 1 นัด โดยพบอาวุธปืนตกอยู่ข้างศพ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบคดี ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อ น.ส.ติ๊ก (นามสมมติ) อายุ 27 ปี แฟนสาวของสิบเอกธีระศักดิ์ ถูกยิงเข้าศีรษะ 1 นัด ถูกนำส่ง รพ.รัษฎา จ.ตรัง แต่อาการสาหัสมาก จึงส่งต่อไปรักษาตัวที่ รพ.ตรัง ในเวลาต่อมา และในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังพบจดหมายลาตาย มีข้อความว่า “ขอโทษทุกๆ คน เกมชีวิตจบแล้ว ท่านให้มาแค่นี้ (พระพุทธองค์) (ก้านกล้วย) พาเรา 2 คนไปที่เดียวกัน เรารักกันมาก ณ ต.เพหลา อ.คลองท่อม จ.กระบี่” จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานอีกชิ้น จากการสอบสวนทราบว่า สิบเอกธีระศักดิ์ฯ มีครอบครัวอยู่แล้ว และมาติดพัน น.ส.ติ๊กฯ ซึ่งทำงานอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งใน ต.กะปาง อ.ทุ่งสง และมีการไปมาหาสู่กันตลอด ก่อนเกิดเหตุทั้ง 2 มาเปิดห้องบังกะโลดังกล่าวก่อนเที่ยงคืน กระทั่งรุ่งเช้าพนักงานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด แต่ยังไม่กล้าเข้าไปดู เมื่อเสียงเงียบ จึงนำกุญแจสำรองไปเปิดประตูห้อง พบทั้ง 2 นอนจมกองเลือด โดย น.ส.ติ๊ก อาการสาหัส ส่วนสิบเอกธีระศักดิ์ เสียชีวิตแล้ว พ.ต.อ.จิรภัทร โพธิ์ชนะพันธ์ ผกก.สภ.กะปาง กล่าวว่า สาเหตุการตายทางตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากเรื่องหึงหวง ซึ่ง น.ส.ติ๊ก แฟนสาวอาจจะรู้ภายหลังว่า สิบเอกธีระศักดิ์ มีลูกเมียอยู่แล้ว จึงอาจพยายามตีตัวออกห่าง ทำให้มีปัญหากันเรื่องความหึงหวง หลังจากนั้น สิบเอกธีระศักดิ์ ก็ได้ไปรับ น.ส.ติ๊ก มาเปิดห้องที่บังกะโลดังกล่าว เพื่อเคลียร์ปัญหากัน แต่ปรากฏว่าอาจจะไม่สามารถตกลงกันได้

“ในที่สุดสิบเอกธีระศักดิ์ ได้ใช้อาวุธปืนยิงแฟนสาว จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยคิดว่าแฟนสาวเสียชีวิตแล้ว จึงเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ จากนั้นสิบเอกธีระศักดิ์ ก็ใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวเองตายดังกล่าว หลังชันสูตรศพเสร็จแล้ว จึงมอบให้กับญาตินำไปจัดการตามประเพณี ส่วนอาการของ น.ส.ติ๊ก แฟนสาว ตอนนี้ได้รับรายงานว่า ยังไม่พ้นขีดอันตราย ซึ่งอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด” พ.ต.อ.จิรภัทร กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มซิ่งบิ๊กไบก์ลื่นน้ำซึม เหล็กบาดร่างขาดสยอง-แฟนสาวเห็นศพทรุดร่ำไห้(คลิป)

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 20 ส.ค. ร.ต.อ.สุเมธ ศรีหาวงษ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนราวเหล็กกั้นเกาะกลางถนนมีผู้เสียชีวิต ในพื้นที่ ต.ขามเฒ่า รุดไปตรวจสอบ พร้อมแพทย์เวร กู้ชีพ อบต.ขามเฒ่า และกู้ภัยนครพนม ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลน ทางหลวงหมายเลข 212 สายนครพนม-ธาตุพนม ฝั่งขาออกตัวเมือง บริเวณโค้งทางเข้าบ้านใหม่ศรีปทุม ริมเกาะกลางถนน พบศพนายจักรพันธ์ ศิริพงษ์ วัย 24 ปี พ่อค้าปลาหมึกย่างริมฟุตปาธหน้า ร.พ.นครพนม เป็นชาว ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม สภาพศพสวมเสื้อยืดคอปกสีดำเทา สวมกางเกงขาสั้นสีดำ ขาข้างขวาขาดจนถึงต้นขา ขาขาซ้ายขาดถึงหน้าแข้ง ที่เอวสะพายกระเป๋าคาดเอวสีดำ นอนหงายจมกองเลือดไหลนองพื้น เสียชีวิตคาที่ โดยบริเวณที่เกิดเหตุยังพบรอยเลือดและพบชิ้นส่วนมนุษย์ซึ่งเป็นของผู้ตาย กระเด็นติดพื้นโคนเสาหลายจุด และและกระเซ็นพื้นฝั่งถนนอีกข้าง เป็นที่น่าสยดสยองแก่ผู้พบเห็น ห่างออกไปจากที่เกิดเหตุ 50 เมตร ริมไหล่ถนน พบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ยี่ห้อคาวาซากิ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นของผู้ตายตกอยู่ในพงหญ้า สภาพรถล้อหลังยางแตก ไฟเบรกและไฟเลี้ยวหลังแตก ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์อีก 7 คัน จอดเรียงรายริมไหล่ทาง พบเพื่อนผู้ตาย 7-10 คนยืนจับกลุ่มอย่างเศร้าสลด รอให้การกับเจ้าหน้าที่

สอบถามนายสุคนธ์ ชยันต์ลาโพธิ์ อายุ 25 ปี 1 ในเพื่อนผู้ตายที่ขับรถบิ๊กไบก์มาด้วยให้การว่า ตนพร้อมนายจักรพันธ์ ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์คนละคันรวม 8 คัน กลับจากนั่งเล่นริมฝั่งแม่น้ำโขง ในตัวเมืองเพื่อไปส่งเพื่อนในกลุ่มที่ บ.นาโดน ต.ขามเฒ่า ผู้ตายขับรั้งคันที่ 2 ตนขับมารั้งท้าย รถแต่ละคันขับพุ่งมาด้วยความเร็วสูง รถของผู้ตายขับเลนซ้าย ขณะมาถึงที่เกิดเหตุ รถนายจักรพันธ์ขับเลนฝั่งซ้าย เหยียบน้ำที่ซึมใต้ผิวถนน ก่อนลื่นไถลไปชนราวเหล็กกั้นเสียงดังนั่น คมเหล็กที่คมบาดฉีกร่างผู้ตายขาดสองท่อน อย่างน่าสยดสยอง ทั้งที่ก่อนจะถึงจุดหมายอีกแค่ 2 กิโลเมตร บนผิวจราจรยังมีรอยครูดของรถที่มีน้ำขังซึม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนมอบศพให้ญาติไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป หลังเกิดเหตุมี น.ส.กิตติรัตน์ จอมพรรษา หรือ น้องรีโมท วัย 23 ปี แฟนสาวผู้ตายซึ่งรุดมาดูที่เกิดเหตุ พร้อมเพื่อนชาย-หญิงอีก 6 คน ทันทีที่พบศพนายจักรพันธ์ น้องรีโมทถึงกับเข่าทรุดกองกับพื้น  เพื่อนๆ ต้องรีบประคองให้ดมยาดมตลอด ขณะร้องไห้เสียใจ หลังตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเพื่อนคนหนึ่งกล่าวว่า  น้องรีโมทกับนายจักรพันธ์ผู้ตาย เพิ่งจะลงมือขายปลาหมึกย่างสดริมฟุตบาธหน้า ร.พ.นครพนม ได้แค่ 6 วัน คาดผู้ตายอาจไม่ชินเส้นทาง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เส้นทางบริเวณทางโค้งแห่งนี้ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนชาวบ้านขนานนามว่าโค้ง 100 ศพ และพบว่ามีรถแหกโค้งพุ่งข้ามเกาะ ชุดสืบสวนอุบัติเหตุระดับจังหวัด และแขวงการทางนครพนม จึงได้นำราวเหล็กกั้นยาวกว่า 100 เมตร มาติดตั้งใหม่ได้ไม่ถึง 2 เดือน กระทั่งเกิดเหตุสลดดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

เร่งค้นหานักท่องเที่ยวเดินเข้าถ้ำที่แม่สาย ก่อนหายตัวลึกลับ!นาน 7 วันยังไร้วี่แวว

เมื่อวันที่ 18 สค. พ.ต.อ.ทรงกริช ออนตระไคร้ ผกก.สภ.แม่สาย จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ได้ระดมขอกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยจำนวนมาก เพื่อช่วยค้นหานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่คาดว่าจะหลงในถ้ำ เหตุเกิดบริเวณวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตั้งอยู่ ม.9 ต.โป่งผา อ.แม่สาย ห่างจากถนนพหลโยธินสายแม่สาย-เชียงราย เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลัง พร้อมอุปกรณ์ ไฟส่องสว่าง เชือก อุปกรณ์สื่อสาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของวนอุทธยานฯ วางแผนการเดินทางเข้าถ้ำ เพื่อปฏิบัติการภาระกิจค้นหานักท่องเที่ยวทันที โดยมีอาสากู้ภัยกว่า 30 คนมารวมตัวกัน ก่อนหน้านี้ช่วงเช้าของวันเดียวกันนี้ ทางสภ.แม่สาย ได้รับแจ้งจากแม่ค้าขายของบริเวณใกล้วนอุทธยานถ้ำหลวงว่า สงสัยจะมีนักท่องเที่ยวหลงในถ้ำ หรืออาจจะได้รับอันตรายติดอยู่ในถ้ำ จึงมาแจ้งให้ตำรวจมาช่วยค้นหา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว แม่ค้าเล่าว่าเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเป็นชายอายุประมาณ 50-60 ปี ไม่มั่นใจว่าเป็นชาวญี่ปุ่นหรือชาวจีน พูดภาษาไทยได้นิดหน่อย ไม่ค่อยชัด ปั่นจักรยานมาคนเดียวมีกระเป๋าใบใหญ่ติดมาด้วย จากนั้นมาขอจอดรถใว้ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ ร้านขายของและพูดว่าจะ เดินเข้าไปเที่ยวในถ้ำ ทำท่าทางเหมือนจะไปนั่งสมาธิ บอกว่าฝากรถจักรยานใว้ 2 วัน หลังจากนั้นเดินเข้าถ้ำไปลำพังคนเดียว จากนั้นแม่ค้าก็ไม่ได้สังเกตอะไรมากนัก จนมาเมื่อเช้าวันนี้เพื่อนแม่ค้าด้วยกันได้มาทักว่า จักรยานใครมาจอดทิ้งใว้ใกล้ร้าน ตนนึกขึ้นได้ว่ามีนักท่องเที่ยวมาฝากไว้ นับเวลาได้เกือบ 7 วันแล้ว จึงคิดว่าจะเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว รีบไปเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังและรีบโทรแจ้งตำรวจในที่สุด ต่อมาช่วงบ่ายวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงเดินทางมาช่วยค้นหา จากการตรวจสอบบริเวณหน้าถ้ำ พบน้ำผลไม้และขนม วางทิ้งไว้ที่ปากถ้ำ ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นของนักท่องเที่ยวคนที่หายไป หรือของนักท่องเที่ยวคนอื่น เจ้าหน้าที่ได้แบ่งทีมค้นหา ซึ่งได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่วนอุทธยานว่าถ้ำมีความยาวกว่า 2 กิโลเมตร มีทางแยกหลายจุด ประกอบกับช่วงนี้มีฝนตก ทำให้ในถ้ำมีน้ำไหลเชี่ยวหลายจุด ต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างมาก อย่าเสี่ยงเป็นอันขาด ซึ่งแม้ว่าช่วงแรกของถ้ำจะเป็นลักษณะคล้ายห้องโถงใหญ่ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปก็มีความมืดจนมองเห็นไม่ และเมื่อลึกเข้าไปก็มืดสนิท ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่เดินสำรวจเข้าไปได้ประมาณ 800 เมตร ก็ไม่พบบุคคลใดอยู่ พบเพียงข้อความเป็น 2 ภาษาคือภาษาจีนเขียนว่า “เห่อยิง” และภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า “อาเหว่ย” อยู่บนผนังถ้ำ แต่ไม่สามารถระบุชัดได้ว่า เป็นฝีมือของนักท่องเที่ยวคนดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พยายามตะโกนเรียกและฟังเสียงตอบ ซึ่งการค้นหาเริ่มไปแล้วกว่า 4 ชั่วโมง ยังไม่มีรายงานว่าพบตัวนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด หากพระอาทิตย์ตกดิน ทางหน่วยกู้ภัย จะหยุดการค้นหาและเริ่มต้นวางแผนใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ที่มา>>>ข่าวสด

ผู้ใหญ่บ้านสะดุ้งตื่น!! นอนหลับสนิท-เก๋งพุ่งมุดเข้าบ้านกลางดึก พังยับเยิน

 วันที่ 19 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางดึกที่ผ่านมา พ.ต.ต.ไชยา มณีสุทธิ์ ร้อยเวร สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากกู้ภัยอรัญประเทศว่า มีเหตุรถเก๋งพุ่งชนกำแพงบ้านของชาวบ้านพังเสียหาย และมีผู้บาดเจ็บด้วย เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 117 ม.7 ต.ฝากห้วย อ.อรัญประเทศ หลังรับแจ้ง จึงได้รีบรุดไปยังบ้านที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านตื่นมามุงดูกันกลางดึกจำนวนมาก ในที่เกิดเหตุ พบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีเขียวหัวเป็ด หมายเลขทะเบียน กจ – 2776 สระแก้ว พุ่งชนกำแพงคอนกรีต บ้านเลขที่ 117 จนกำแพงพังไปทั้งแถบ จนรถเก๋งทะลุเข้าไปในบ้าน สภาพรถเก๋งพังเสียหายยับเยิน สอบถามนางประทิน รัตนสุวรรณ อายุ 54 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าว และเป็นผู้ใหญ่บ้าน ที่หมู่ 7 ดังกล่าวอีกด้วย โดยผู้ใหญ่บ้านได้เล่าให้ทางร้อยเวร ฟังว่า ขณะตนเองและคนในครอบครัวกำลังนอนหลับอยู่ จู่ๆ ได้ยินเสียงดังโครมใหญ่ ดังสนั่นหวั่นไหว ตนเองและคนในบ้านก็สะดุ้งตื่น รีบออกมาดู พบรถเก๋งคันดังกล่าว มุดกำแพงเข้ามาในบ้าน ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียง จึงรีบลุกขึ้นมาดู แต่เนื่องจากรถเก๋งพังยับเยิน จึงช่วยคนเจ็บออกมาไม่ได้ จึงได้รีบแจ้งกู้ภัยนำเครื่องตัดถ่าง มาช่วยคนเจ็บออกมา ก่อนนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาลอรัญประเทศ ทราบชื่อในเวลาต่อมา คือ นายชาตรี ศรีจันทร์ อายุ 37 ปี อยู่ ม.4 ต.ฝากห้วย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ภายในรถเก๋งพบว่า นายชาตรี ขับรถมาเพียงคนเดียว เบื้องต้นยังให้การอะไรไม่ได้

ด้าน พ.ต.ต.ไชยา ร้อยเวร กล่าวว่า ได้ให้แพทย์ทางโรงพยาบาลอรัญประเทศ ตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดแล้ว หากพบว่ามีการมึนเมาสุราขณะขับรถ ก็จะดำเนินคดีให้หนัก เนื่องจากทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายอย่างมาก คาดว่านายชาตรี คงขับรถมาด้วยความเร็วมาก เนื่องจากหลุดโค้งพุ่งเข้าไปชนกำแพงบ้าน ผู้ใหญ่บ้านพังเสียหายขนาดนี้ ยังดีที่ไม่มีใครได้รับอันตรายไปด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มเครียดปัญหาครอบครัว โพสต์ภาพตัวเองกับเชือกผูกคอ ขอตายจากโลกนี้

เมื่อเวลา 20.10 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2559 ร.ต.อ.สุนทร ภูตะวัน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองลพบุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ลพบุรีว่าได้มีผู้ผูกคอตายภายในบ้านหลังหนึ่งริมถ.รามเดโช หลังมหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี ต.ทะเลชุบศร อ.เมือง ลพบุรี จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมทั้งได้ประสานแพทย์เวร จากรพ.พระนารายณ์มหาราช อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดไปยังที่เกิดเหตุ พบมีประชาชนมายืนมุงดูอยู่เป็นจำนวนมาก ที่เกิดเหตุเป็นร้านขายเสื้อผ้า หลังร้านพบศพ นายพีระพล แซ่หว่อง อายุ 37 ปี ผู้ตายสวมเสื้อยืดสีเหลือง กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน มีนางสาวเอ(นามสมมติ) ภรรยานั่งกอดศพสามีร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนาในที่เกิดเหตุพบว่านายพีระพลได้ใช้เชือกราวตากผ้าผูกกับขื่อหน้าห้องน้ำ เสียชีวิตมาประมาณไม่เกิน 20 นาที ซึ่งจากการสอบถามทราบว่าขณะเกิดเหตุนายพีระพล อยู่ร้านคนเดียว ภรรยาและลูกอีก 2 คนยังไม่กลับเข้าบ้าน ซึ่งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ภรรยาให้การว่า นายพีระพลสามี ได้โพสต์รูปตัวเองพร้อมทำเชือกบ่วงผูกคอ และระบายความในใจปัญหาครอบครัวลงเฟซบุ๊ก และไลน์ในกลุ่มญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ว่าวันนี้จะขอตายจากโลกนี้แล้ว เนื่องจากตนเองโดนภรรยาหลอก พร้อมกับด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ซึ่งทางญาติและเพื่อนๆ ก็ได้ปลอบใจ และให้กำลังใจ ไม่ให้คิดมากเนื่องจากครอบครัวก็มีความสุขดี มีลูกวัยน่ารักถึง 2 คน

และเมื่อช่วงเวลา 19.10 น.ซึ่งเป็นการโพสต์ภาพสุดท้ายก่อนที่นายพีระพลจะใช้เชือกผูกคอตัวเองจนเสียชีวิต โดยมีการระบายถึงเรื่องเดิม ว่าตนเองเจ็บปวดมานานหลายปีกับหลายๆ เรื่อง ไม่อยากจะทนอยู่อีกต่อไปแล้ว ขอลาก่อน ซึ่งญาติๆเพื่อนๆ และพี่สาวเห็นว่าครั้งนี้ดูจริงจัง จึงได้รีบเดินทางมาดู พบว่านายพีระพลผูกคอตัวเองเสียแล้วจึงได้รีบตัดเชือกทำการปั๊มหัวใจ เพื่อช่วยชีวิต แต่เนื่องจากนายพีระพลขาดอากาศเป็นเวลานานได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งร้อยเวรเจ้าของคดีได้นำร่างนายพีระพล ส่งพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้งที่ รพ.พระนารายณ์มหาราช

ที่มา>>>ข่าวสด

ประท้วงด้วยเลือด!! หนุ่มสุดทนเมียโดนข่มขืนแต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ-ตัดนิ้วกุด (คลิป)

เว็บไซต์ เร็นทีวี และ ไลฟ์ ของรัสเซียรายงานว่า นายอีกอร์ กูบานอฟ ชาวเมืองมักนีโตกอร์สก์ มณฑลเชลยาบินสก์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัสเซีย ตัดสินใจตัดนิ้วมือตัวเองทุกๆ วันจันทร์ ตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ประท้วงคดีที่ภรรยาคือ นางซาลีมา มูฮาเหม็ดยาโนวา ถูกตำรวจรุมข่มขืน โดยล่าสุดนายอีกอร์ตัดนิ้วที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา นายอีกอร์กล่าวว่า หลังเกิดเหตุภรรยาตนไปแจ้งความว่าถูกตำรวจรุมข่มขืนและทำร้ายร่างกาย แต่ตำรวจท้องที่กลับไม่ยอมรับแจ้ง ทั้งยังไม่พอใจภรรยาตนจนถูกตั้งข้อหาแจ้งความเท็จด้วย ตนถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงประท้วงด้วยการตัดนิ้วตัวเอง เพื่อให้ปัญหาของภรรยาได้รับการเหลียวแล  นายอีกอร์กล่าวต่อว่า หลังจากตัดนิ้วแรก สัปดาห์ต่อมาตนก็ใช้เลื่อยตัดนิ้วที่ 2 กลางแจ้ง ซึ่งเจ็บกว่านิ้วแรก จากนั้นรีบทำแผลและกินยาแก้ปวดทันที หากคดียังไม่คืบหน้าตนจะตัดหูและจมูกประท้วงต่อ และถ้ายังไม่ได้ผลอีกจะจุดไฟเผาตัวเอง ยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องภรรยา

 อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบโดยละเอียด ไม่พบร่องรอยข่มขืนของนางซาลีมา ตำรวจจึงแจ้งข้อหาแจ้งความเท็จโดยเจตนาไปแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้ นางซาลีมาถูกจับนำขังโรงพัก เพราะเมาสุราและประพฤติก้าวร้าวจนเพื่อนบ้านรำคาญ ต่อมานางซาลีมาออกมาบอกว่า ถูกตำรวจทุบหัวรุมทำร้ายและข่มขืนดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด